วันศุกร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

โตโยต้าย้ำลั่นเชื่อมั่น “มาร์ค” วอนรัฐกระตุ้นสถาบันการเงินปล่อยกู้ซื้อรถ

จัดทำโดย : นางสาว วรรณิสา เนียมหอม เลขทะเบียน 48210141

นายมิทซึฮิโระ โซโนดะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทโตโยต้ามอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด เจ้าพ่อตลาดรถยนต์บ้านเรา เปิดเผยว่า ถึงแม้ขณะนี้ได้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจไปทั้งโลกจนทำให้ตลาดรถทั่วโลกและตลาดรถในประเทศต้องหดตัวอย่างหนัก แต่ขอยืนยันว่าบริษัทไม่มีนโยบายปรับลดพนักงานประจำของบริษัทแน่ ยกเว้นแต่ในส่วนของพนักงานซับคอนแท็กต์ที่ได้ให้ออกไปส่วนหนึ่งตามกำลังการผลิตที่ลดลง ซึ่งบริษัทก็ได้มีการจ่ายค่าชดเชย
“สำหรับตลาดรถปีนี้ยังคงคาดการณ์ว่าอยู่ที่ระดับ 500,000 กว่าคันเหมือนอย่างที่ได้คาดการณ์ไปแล้วเมื่อเดือน ม.ค.ปีนี้ โดยบริษัทยังมีความเชื่อมั่นในศักยภาพของตลาดรถยนต์ในประเทศว่ายังมีอนาคตที่สุกใส แม้ว่าช่วงนี้ตลาดรถยนต์รวมจะปรับตัวลดลง โดยตลาดรถยนต์นั่งมีการทรงตัว แต่ตลาดรถกระบะได้ปรับตัวลดลงตามภาวะเศรษฐกิจก็ตาม ที่สำคัญบริษัทยังมีความเชื่อมั่นในรัฐบาลไทยชุดนี้ ซึ่งได้มีการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะทำให้เกิดการใช้จ่ายมากขึ้น จึงเชื่อว่าเศรษฐกิจของไทยจะสามารถ ฟื้นตัวได้ในไม่ช้า ในส่วนของตลาดส่งออกนั้น ขณะนี้ยังคงคาดการณ์ลำบากว่าตลาดส่งออกจะหดตัวมากน้อยเพียงไร เพราะขณะนี้ในหลายประเทศได้ปรับลดสต๊อกที่มีอยู่ในมือ ทำให้คำสั่งซื้อหรือออเดอร์ช่วงนี้จึงยังไม่คึกคัก”
นายโซโนดะกล่าวว่า ปัญหาสำคัญของตลาดรถยนต์ในประเทศขณะนี้คือเกิดภาวะคอขวด นั่นคือ ยังมีความต้องการจะซื้อรถยนต์อยู่เป็นจำนวนมาก แต่ติดปัญหาที่สถาบันการ เงินไม่ยอมปล่อยสินเชื่อเพื่อการซื้อรถ ทำให้ไม่สามารถ ขายรถได้ฉลุยเหมือนที่ผ่านมา ดังนั้น บริษัทรถยนต์ ต่างๆ ซึ่งรวมทั้งบริษัทโตโยต้ามอเตอร์ประเทศไทยจึงอยากจะเรียกร้องให้รัฐบาลได้ช่วยสนับสนุนในเรื่องนี้ ทั้งในส่วนของการให้สถาบันการเงินของรัฐออกสินเชื่อเพื่อรถยนต์ และให้รัฐบาลออกมาตรการ ค้ำประกันสินเชื่อ เพื่อให้สถาบันการเงินกล้าปล่อยสินเชื่อเพื่อซื้อรถใหม่มากขึ้น อันเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวได้โดยเร็ว
ด้านนายไพโรจน์ ชื่นครุฑ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทอยุธยา แคปปิตอล ออโต้ ลีส จำกัด (มหาชน) ในเครือธนาคารกรุงศรีอยุธยา โดยมีส่วนแบ่งการตลาดในธุรกิจเช่าซื้อรถยนต์เป็นอันดับ 2 กล่าวว่า ในปีนี้ได้ตั้งเป้ายอดสินเชื่อคงค้างเอาไว้ที่ 100,000 ล้านบาท หรือเติบโต 3% และต้องปล่อยสินเชื่อใหม่จำนวน 50,000 ล้านบาท เนื่องจากสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์มีระยะเวลาผ่อนชำระสั้น แต่ละปีมียอดปิดบัญชีประมาณ 40% อย่างไรก็ตาม ในปีนี้การปล่อยสินเชื่อจะเน้นการเติบโตแบบมีคุณภาพมากกว่าปริมาณ เพราะการแข่งขันในปีนี้ยังมีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง โดยสินเชื่อที่เน้นในปีนี้คือ สินเชื่อรถใช้แล้ว คือ กรุงศรียูสด์คาร์ สำหรับสินเชื่อคนมีรถ คือ กรุงศรีคาร์ฟอร์แคช และสินเชื่อเพื่อรถบ้าน คือกรุงศรีแคชทูคาร์ สำหรับพอร์ตสินเชื่อรถใหม่จะมีสัดส่วน 50% ของสินเชื่อทั้งหมดที่ปล่อยในปีนี้ ขณะที่สินเชื่อรถใช้แล้วซึ่งรวมสินเชื่อรีไฟแนนซ์รถยนต์จะมีสัดส่วน 45% ส่วนสินเชื่อรถจักรยานยนต์จะมีสัดส่วนเพียง 5%
ในปีนี้เป้าสินเชื่อเติบโตน้อยกว่าปีที่ผ่านๆมา ที่อัตราเติบโตเป็นตัวเลข 2 หลัก โดยจะเน้นเติบโตแบบมีคุณภาพ โดยตัวเลขเติบโตสุทธิที่ 3% สูงกว่าตลาดสินเชื่อเช่าซื้อทั้งระบบจะเติบโต 0-5% สาเหตุจากยอดขายรถยนต์ใหม่จะหดตัว 15-20% เพราะได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโดยรวม ยอดขายรถโดยรวมอยู่ที่ 500,000 คัน ตลาดรถยนต์มือสองเติบโต 2-3% ในขณะที่ปีที่ผ่านมาตลาดรถยนต์ มือสองโต 8-10%”.


ที่มา : http://www.thairath.co.th/news.php?section=economic&content=123335

คำถามท้ายบทความ
1.นายโซโนดะกล่าวว่า ปัญหาสำคัญของตลาดรถยนต์ในประเทศขณะนี้คืออะไร
2.นายไพโรจน์ ชื่นครุฑ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทอยุธยา แคปปิตอล ออโต้ ลีส จำกัด (มหาชน) ในเครือธนาคารกรุงศรีอยุธยา โดยมีส่วนแบ่งการตลาดในธุรกิจเช่าซื้อรถยนต์เป็นอันดับ 2 กล่าวว่า ในปีนี้ได้ตั้งเป้ายอดสินเชื่อคงค้างเอาไว้ที่ เท่าไร
3.ในปีนี้เป้าสินเชื่อเติบโตเป็นจำนวนเท่าไร

วันจันทร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

คลังอ้ำอึ้งค้ำเงินกู้ให้บินไทย แผนแก้วิกฤติต้องชัดเจน


จัดทำโดย : น.ส.นิรมล วัฒนพฤกษ์ เลขทะเบียน 48210133
นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เปิดเผยว่า สัปดาห์หน้า ฝ่ายจัดการของบริษัทการบินไทย จะเสนอแผนการแก้ไขปัญหาของบริษัทให้กระทรวงการคลัง ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่พิจารณา ซึ่งในแผนจะต้องมีแนวทางที่ชัดเจนในการแก้ปัญหา โดยเฉพาะแผนการแก้ปัญหาทางการเงินระยะสั้น รวมทั้งแผนการลดค่าใช้จ่าย และเพิ่มรายได้ในอนาคต เพราะธุรกิจการบินมีการแข่งขันสูงทำให้บริษัทต้องปรับตัวเพื่อรองรับ
“ยังตอบไม่ได้ว่าจะต้องเข้าไปช่วยเหลือเรื่องเงินกู้หรือการค้ำประกันให้กับบริษัทหรือไม่ต้องรอดูแผนการแก้ไขปัญหาที่บริษัทเสนอมาก่อน ซึ่งแผนต้องชัดเจนว่าภายใต้การเปลี่ยนแปลงของธุรกิจการบินและคนเดินทางที่จะลดลง แผนรองรับก็ต้องชัดเจน เช่น เดิมมีแผนจะซื้อเครื่องบินอาจต้องปรับแผน หรือการขายตั๋วก็ต้องปรับปรุง เท่าที่ดูตัวเลข ผมคิดว่าเขามีช่องทางในการเพิ่มรายได้อีกเยอะ”
นายอารีพงศ์ยังกล่าวว่า แผนแก้ไขปัญหาจะต้องเป็นแผนที่กระทรวงการคลังและสถาบันการเงินหลายแห่งซึ่งมีฐานะเป็นเจ้าหนี้ของบริษัทกว่า 100,000 ล้านบาทต้องเห็นชอบด้วย อย่างไร ก็ตาม ปัจจุบันบริษัทมีหนี้สินต่อทุน 3 เท่ากว่า ถือว่าสูงเมื่อเทียบกับธุรกิจเดียวกัน ซึ่งส่วนใหญ่จะมีอยู่ประมาณ 1 เท่ากว่าเท่านั้น ฉะนั้น จะต้องหาเงินทุนระยะยาวมากขึ้น
เมื่อถามว่า กระทรวงการคลังจะต้องเข้าไปค้ำประกันเงินกู้เพื่อเสริมสภาพคล่องให้กับบริษัทเพื่อนำร่องให้เกิดความเชื่อมั่นแก่สถาบันการเงินเจ้าหนี้หรือไม่ นายอารีพงศ์กล่าวว่า ไม่มีการนำร่องต้องไปพร้อมๆกันทั้งกระทรวงการคลังและสถาบันการเงิน อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ทางบริษัทยังไม่ได้ ระบุว่าจะขอให้กระทรวงการคลังค้ำประกันเงินกู้ให้ ขณะที่มีปัญหาเรื่องการชำระหนี้เงินกู้ระยะสั้น เพราะรายได้ไม่เข้าเป้า แต่ทางบริษัทก็ยังแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าไปได้ ทั้งนี้ ตามหลักการแล้วกระทรวงการคลังสามารถค้ำประกันเงินกู้ให้ได้ เพราะถือว่าบริษัทการบินไทยเป็นรัฐวิสาหกิจ
นายอารีพงศ์กล่าวด้วยว่า ขณะนี้แนวโน้มการท่องเที่ยวเริ่มดีขึ้นและราคาน้ำมันเริ่มลดลง ฉะนั้น ปัญหาที่เป็นผลกระทบต่อบริษัทน่าจะลดลง ส่วนศักยภาพของบริษัทนั้นฝ่ายจัดการจะต้องรวมตัวกันเป็นหนึ่งเดียวเพื่อร่วมกันแก้ปัญหาภายใน “ที่ผ่านมา รายได้ของบริษัทลดลง 20-30% แต่ไม่ถือว่าเป็นปัญหาใหญ่ของธุรกิจ แต่โครงสร้างการเงินปัจจุบันอาจไม่เหมาะสมกับโครงสร้างธุรกิจที่เปราะบาง ขณะที่มีการบริหารต้นทุนไม่ทันต่อเหตุการณ์ ทำให้เกิดปัญหา ซึ่งการประชุมผู้ถือหุ้นเดือน เม.ย.จะมีการปรับปรุงคณะกรรมการบริษัทเพื่อรองรับการแข่งขัน เพราะธุรกิจการบินไทยเป็นหนึ่งในจิ๊กซอว์ของแหล่งรายได้การท่องเที่ยว”.


ที่มา: http://www.thairath.co.th/news.php?section=economic&content=122726


คำถามท้ายบทความ

1.ปัจจุบันบริษัทมีหนี้สินต่อทุนเท่าไร
2.ปัจจัยใดที่ทำให้ปํญหาที่เป็นผลกระทบของบริษัทลดลง
3.รายได้ของบริษัทลดลงเท่าใด