จัดทำโดย : นางสาว วรรณิสา เนียมหอม เลขทะเบียน 48210141
นายมิทซึฮิโระ โซโนดะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทโตโยต้ามอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด เจ้าพ่อตลาดรถยนต์บ้านเรา เปิดเผยว่า ถึงแม้ขณะนี้ได้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจไปทั้งโลกจนทำให้ตลาดรถทั่วโลกและตลาดรถในประเทศต้องหดตัวอย่างหนัก แต่ขอยืนยันว่าบริษัทไม่มีนโยบายปรับลดพนักงานประจำของบริษัทแน่ ยกเว้นแต่ในส่วนของพนักงานซับคอนแท็กต์ที่ได้ให้ออกไปส่วนหนึ่งตามกำลังการผลิตที่ลดลง ซึ่งบริษัทก็ได้มีการจ่ายค่าชดเชย
“สำหรับตลาดรถปีนี้ยังคงคาดการณ์ว่าอยู่ที่ระดับ 500,000 กว่าคันเหมือนอย่างที่ได้คาดการณ์ไปแล้วเมื่อเดือน ม.ค.ปีนี้ โดยบริษัทยังมีความเชื่อมั่นในศักยภาพของตลาดรถยนต์ในประเทศว่ายังมีอนาคตที่สุกใส แม้ว่าช่วงนี้ตลาดรถยนต์รวมจะปรับตัวลดลง โดยตลาดรถยนต์นั่งมีการทรงตัว แต่ตลาดรถกระบะได้ปรับตัวลดลงตามภาวะเศรษฐกิจก็ตาม ที่สำคัญบริษัทยังมีความเชื่อมั่นในรัฐบาลไทยชุดนี้ ซึ่งได้มีการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะทำให้เกิดการใช้จ่ายมากขึ้น จึงเชื่อว่าเศรษฐกิจของไทยจะสามารถ ฟื้นตัวได้ในไม่ช้า ในส่วนของตลาดส่งออกนั้น ขณะนี้ยังคงคาดการณ์ลำบากว่าตลาดส่งออกจะหดตัวมากน้อยเพียงไร เพราะขณะนี้ในหลายประเทศได้ปรับลดสต๊อกที่มีอยู่ในมือ ทำให้คำสั่งซื้อหรือออเดอร์ช่วงนี้จึงยังไม่คึกคัก”
นายโซโนดะกล่าวว่า ปัญหาสำคัญของตลาดรถยนต์ในประเทศขณะนี้คือเกิดภาวะคอขวด นั่นคือ ยังมีความต้องการจะซื้อรถยนต์อยู่เป็นจำนวนมาก แต่ติดปัญหาที่สถาบันการ เงินไม่ยอมปล่อยสินเชื่อเพื่อการซื้อรถ ทำให้ไม่สามารถ ขายรถได้ฉลุยเหมือนที่ผ่านมา ดังนั้น บริษัทรถยนต์ ต่างๆ ซึ่งรวมทั้งบริษัทโตโยต้ามอเตอร์ประเทศไทยจึงอยากจะเรียกร้องให้รัฐบาลได้ช่วยสนับสนุนในเรื่องนี้ ทั้งในส่วนของการให้สถาบันการเงินของรัฐออกสินเชื่อเพื่อรถยนต์ และให้รัฐบาลออกมาตรการ ค้ำประกันสินเชื่อ เพื่อให้สถาบันการเงินกล้าปล่อยสินเชื่อเพื่อซื้อรถใหม่มากขึ้น อันเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวได้โดยเร็ว
ด้านนายไพโรจน์ ชื่นครุฑ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทอยุธยา แคปปิตอล ออโต้ ลีส จำกัด (มหาชน) ในเครือธนาคารกรุงศรีอยุธยา โดยมีส่วนแบ่งการตลาดในธุรกิจเช่าซื้อรถยนต์เป็นอันดับ 2 กล่าวว่า ในปีนี้ได้ตั้งเป้ายอดสินเชื่อคงค้างเอาไว้ที่ 100,000 ล้านบาท หรือเติบโต 3% และต้องปล่อยสินเชื่อใหม่จำนวน 50,000 ล้านบาท เนื่องจากสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์มีระยะเวลาผ่อนชำระสั้น แต่ละปีมียอดปิดบัญชีประมาณ 40% อย่างไรก็ตาม ในปีนี้การปล่อยสินเชื่อจะเน้นการเติบโตแบบมีคุณภาพมากกว่าปริมาณ เพราะการแข่งขันในปีนี้ยังมีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง โดยสินเชื่อที่เน้นในปีนี้คือ สินเชื่อรถใช้แล้ว คือ กรุงศรียูสด์คาร์ สำหรับสินเชื่อคนมีรถ คือ กรุงศรีคาร์ฟอร์แคช และสินเชื่อเพื่อรถบ้าน คือกรุงศรีแคชทูคาร์ สำหรับพอร์ตสินเชื่อรถใหม่จะมีสัดส่วน 50% ของสินเชื่อทั้งหมดที่ปล่อยในปีนี้ ขณะที่สินเชื่อรถใช้แล้วซึ่งรวมสินเชื่อรีไฟแนนซ์รถยนต์จะมีสัดส่วน 45% ส่วนสินเชื่อรถจักรยานยนต์จะมีสัดส่วนเพียง 5%
“ในปีนี้เป้าสินเชื่อเติบโตน้อยกว่าปีที่ผ่านๆมา ที่อัตราเติบโตเป็นตัวเลข 2 หลัก โดยจะเน้นเติบโตแบบมีคุณภาพ โดยตัวเลขเติบโตสุทธิที่ 3% สูงกว่าตลาดสินเชื่อเช่าซื้อทั้งระบบจะเติบโต 0-5% สาเหตุจากยอดขายรถยนต์ใหม่จะหดตัว 15-20% เพราะได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโดยรวม ยอดขายรถโดยรวมอยู่ที่ 500,000 คัน ตลาดรถยนต์มือสองเติบโต 2-3% ในขณะที่ปีที่ผ่านมาตลาดรถยนต์ มือสองโต 8-10%”.
ที่มา : http://www.thairath.co.th/news.php?section=economic&content=123335
คำถามท้ายบทความ
1.นายโซโนดะกล่าวว่า ปัญหาสำคัญของตลาดรถยนต์ในประเทศขณะนี้คืออะไร
2.นายไพโรจน์ ชื่นครุฑ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทอยุธยา แคปปิตอล ออโต้ ลีส จำกัด (มหาชน) ในเครือธนาคารกรุงศรีอยุธยา โดยมีส่วนแบ่งการตลาดในธุรกิจเช่าซื้อรถยนต์เป็นอันดับ 2 กล่าวว่า ในปีนี้ได้ตั้งเป้ายอดสินเชื่อคงค้างเอาไว้ที่ เท่าไร
3.ในปีนี้เป้าสินเชื่อเติบโตเป็นจำนวนเท่าไร
วันศุกร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552
วันจันทร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552
คลังอ้ำอึ้งค้ำเงินกู้ให้บินไทย แผนแก้วิกฤติต้องชัดเจน

จัดทำโดย : น.ส.นิรมล วัฒนพฤกษ์ เลขทะเบียน 48210133
นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เปิดเผยว่า สัปดาห์หน้า ฝ่ายจัดการของบริษัทการบินไทย จะเสนอแผนการแก้ไขปัญหาของบริษัทให้กระทรวงการคลัง ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่พิจารณา ซึ่งในแผนจะต้องมีแนวทางที่ชัดเจนในการแก้ปัญหา โดยเฉพาะแผนการแก้ปัญหาทางการเงินระยะสั้น รวมทั้งแผนการลดค่าใช้จ่าย และเพิ่มรายได้ในอนาคต เพราะธุรกิจการบินมีการแข่งขันสูงทำให้บริษัทต้องปรับตัวเพื่อรองรับ
“ยังตอบไม่ได้ว่าจะต้องเข้าไปช่วยเหลือเรื่องเงินกู้หรือการค้ำประกันให้กับบริษัทหรือไม่ต้องรอดูแผนการแก้ไขปัญหาที่บริษัทเสนอมาก่อน ซึ่งแผนต้องชัดเจนว่าภายใต้การเปลี่ยนแปลงของธุรกิจการบินและคนเดินทางที่จะลดลง แผนรองรับก็ต้องชัดเจน เช่น เดิมมีแผนจะซื้อเครื่องบินอาจต้องปรับแผน หรือการขายตั๋วก็ต้องปรับปรุง เท่าที่ดูตัวเลข ผมคิดว่าเขามีช่องทางในการเพิ่มรายได้อีกเยอะ”
นายอารีพงศ์ยังกล่าวว่า แผนแก้ไขปัญหาจะต้องเป็นแผนที่กระทรวงการคลังและสถาบันการเงินหลายแห่งซึ่งมีฐานะเป็นเจ้าหนี้ของบริษัทกว่า 100,000 ล้านบาทต้องเห็นชอบด้วย อย่างไร ก็ตาม ปัจจุบันบริษัทมีหนี้สินต่อทุน 3 เท่ากว่า ถือว่าสูงเมื่อเทียบกับธุรกิจเดียวกัน ซึ่งส่วนใหญ่จะมีอยู่ประมาณ 1 เท่ากว่าเท่านั้น ฉะนั้น จะต้องหาเงินทุนระยะยาวมากขึ้น
เมื่อถามว่า กระทรวงการคลังจะต้องเข้าไปค้ำประกันเงินกู้เพื่อเสริมสภาพคล่องให้กับบริษัทเพื่อนำร่องให้เกิดความเชื่อมั่นแก่สถาบันการเงินเจ้าหนี้หรือไม่ นายอารีพงศ์กล่าวว่า ไม่มีการนำร่องต้องไปพร้อมๆกันทั้งกระทรวงการคลังและสถาบันการเงิน อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ทางบริษัทยังไม่ได้ ระบุว่าจะขอให้กระทรวงการคลังค้ำประกันเงินกู้ให้ ขณะที่มีปัญหาเรื่องการชำระหนี้เงินกู้ระยะสั้น เพราะรายได้ไม่เข้าเป้า แต่ทางบริษัทก็ยังแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าไปได้ ทั้งนี้ ตามหลักการแล้วกระทรวงการคลังสามารถค้ำประกันเงินกู้ให้ได้ เพราะถือว่าบริษัทการบินไทยเป็นรัฐวิสาหกิจ
นายอารีพงศ์กล่าวด้วยว่า ขณะนี้แนวโน้มการท่องเที่ยวเริ่มดีขึ้นและราคาน้ำมันเริ่มลดลง ฉะนั้น ปัญหาที่เป็นผลกระทบต่อบริษัทน่าจะลดลง ส่วนศักยภาพของบริษัทนั้นฝ่ายจัดการจะต้องรวมตัวกันเป็นหนึ่งเดียวเพื่อร่วมกันแก้ปัญหาภายใน “ที่ผ่านมา รายได้ของบริษัทลดลง 20-30% แต่ไม่ถือว่าเป็นปัญหาใหญ่ของธุรกิจ แต่โครงสร้างการเงินปัจจุบันอาจไม่เหมาะสมกับโครงสร้างธุรกิจที่เปราะบาง ขณะที่มีการบริหารต้นทุนไม่ทันต่อเหตุการณ์ ทำให้เกิดปัญหา ซึ่งการประชุมผู้ถือหุ้นเดือน เม.ย.จะมีการปรับปรุงคณะกรรมการบริษัทเพื่อรองรับการแข่งขัน เพราะธุรกิจการบินไทยเป็นหนึ่งในจิ๊กซอว์ของแหล่งรายได้การท่องเที่ยว”.
ที่มา: http://www.thairath.co.th/news.php?section=economic&content=122726
นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เปิดเผยว่า สัปดาห์หน้า ฝ่ายจัดการของบริษัทการบินไทย จะเสนอแผนการแก้ไขปัญหาของบริษัทให้กระทรวงการคลัง ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่พิจารณา ซึ่งในแผนจะต้องมีแนวทางที่ชัดเจนในการแก้ปัญหา โดยเฉพาะแผนการแก้ปัญหาทางการเงินระยะสั้น รวมทั้งแผนการลดค่าใช้จ่าย และเพิ่มรายได้ในอนาคต เพราะธุรกิจการบินมีการแข่งขันสูงทำให้บริษัทต้องปรับตัวเพื่อรองรับ
“ยังตอบไม่ได้ว่าจะต้องเข้าไปช่วยเหลือเรื่องเงินกู้หรือการค้ำประกันให้กับบริษัทหรือไม่ต้องรอดูแผนการแก้ไขปัญหาที่บริษัทเสนอมาก่อน ซึ่งแผนต้องชัดเจนว่าภายใต้การเปลี่ยนแปลงของธุรกิจการบินและคนเดินทางที่จะลดลง แผนรองรับก็ต้องชัดเจน เช่น เดิมมีแผนจะซื้อเครื่องบินอาจต้องปรับแผน หรือการขายตั๋วก็ต้องปรับปรุง เท่าที่ดูตัวเลข ผมคิดว่าเขามีช่องทางในการเพิ่มรายได้อีกเยอะ”
นายอารีพงศ์ยังกล่าวว่า แผนแก้ไขปัญหาจะต้องเป็นแผนที่กระทรวงการคลังและสถาบันการเงินหลายแห่งซึ่งมีฐานะเป็นเจ้าหนี้ของบริษัทกว่า 100,000 ล้านบาทต้องเห็นชอบด้วย อย่างไร ก็ตาม ปัจจุบันบริษัทมีหนี้สินต่อทุน 3 เท่ากว่า ถือว่าสูงเมื่อเทียบกับธุรกิจเดียวกัน ซึ่งส่วนใหญ่จะมีอยู่ประมาณ 1 เท่ากว่าเท่านั้น ฉะนั้น จะต้องหาเงินทุนระยะยาวมากขึ้น
เมื่อถามว่า กระทรวงการคลังจะต้องเข้าไปค้ำประกันเงินกู้เพื่อเสริมสภาพคล่องให้กับบริษัทเพื่อนำร่องให้เกิดความเชื่อมั่นแก่สถาบันการเงินเจ้าหนี้หรือไม่ นายอารีพงศ์กล่าวว่า ไม่มีการนำร่องต้องไปพร้อมๆกันทั้งกระทรวงการคลังและสถาบันการเงิน อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ทางบริษัทยังไม่ได้ ระบุว่าจะขอให้กระทรวงการคลังค้ำประกันเงินกู้ให้ ขณะที่มีปัญหาเรื่องการชำระหนี้เงินกู้ระยะสั้น เพราะรายได้ไม่เข้าเป้า แต่ทางบริษัทก็ยังแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าไปได้ ทั้งนี้ ตามหลักการแล้วกระทรวงการคลังสามารถค้ำประกันเงินกู้ให้ได้ เพราะถือว่าบริษัทการบินไทยเป็นรัฐวิสาหกิจ
นายอารีพงศ์กล่าวด้วยว่า ขณะนี้แนวโน้มการท่องเที่ยวเริ่มดีขึ้นและราคาน้ำมันเริ่มลดลง ฉะนั้น ปัญหาที่เป็นผลกระทบต่อบริษัทน่าจะลดลง ส่วนศักยภาพของบริษัทนั้นฝ่ายจัดการจะต้องรวมตัวกันเป็นหนึ่งเดียวเพื่อร่วมกันแก้ปัญหาภายใน “ที่ผ่านมา รายได้ของบริษัทลดลง 20-30% แต่ไม่ถือว่าเป็นปัญหาใหญ่ของธุรกิจ แต่โครงสร้างการเงินปัจจุบันอาจไม่เหมาะสมกับโครงสร้างธุรกิจที่เปราะบาง ขณะที่มีการบริหารต้นทุนไม่ทันต่อเหตุการณ์ ทำให้เกิดปัญหา ซึ่งการประชุมผู้ถือหุ้นเดือน เม.ย.จะมีการปรับปรุงคณะกรรมการบริษัทเพื่อรองรับการแข่งขัน เพราะธุรกิจการบินไทยเป็นหนึ่งในจิ๊กซอว์ของแหล่งรายได้การท่องเที่ยว”.
ที่มา: http://www.thairath.co.th/news.php?section=economic&content=122726
คำถามท้ายบทความ
1.ปัจจุบันบริษัทมีหนี้สินต่อทุนเท่าไร
2.ปัจจัยใดที่ทำให้ปํญหาที่เป็นผลกระทบของบริษัทลดลง
3.รายได้ของบริษัทลดลงเท่าใด
วันอาทิตย์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2552
แนะรัฐสกัดเงินฝืดปี 52 ราคาสินค้าถูก ต้องเร่ง ปชช.ควักกระเป๋า
จัดทำโดย: น.ส.เกาวลิน ตรงเที่ยง
เลขทะเบียน 48210146
แนะจับตา ศก.ปี 52 เสี่ยงภาวะเงินฝืด ราคาสินค้ามีแนวโน้มลดลง อุปทานล้นตลาด แต่คนไม่อยากควักกระเป๋าซื้อสินค้า เพราะไม่มั่นใจในอนาคต “สภาพัฒน์” ตั้งป้อมหั่น “จีดีพี” ลงเหลือ 0% ก.พ.นี้ แนะดูแลงบอัดฉีดกำลังซื้อ 1.15 แสนล้านใกล้ชิด เพื่อให้เม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตรงเป้าหมาย
นายสมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการสถาบันเพื่อการวิจัยและพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวถึงกรณีที่หลายฝ่ายออกมาแสดงความเป็นห่วงเศรษฐกิจไทยปี 2552 อาจเผชิญปัญหาภาวะเงินฝืด โดยยอมรับว่า มีโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้ เพราะราคาสินค้าน่าจะลดลง ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาลจะออกมาป้องกัน และจัดการไม่ให้เกิดภาวะเงินฝืดอย่างไร
นายปรเมธี วิมลศิริ ที่ปรึกษาด้านนโยบายและแผนงานสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า ตลอดปี 2552 ไทยจะต้องเผชิญกับการหดตัวของกำลังซื้อทั่วโลก ทำให้การส่งออกลดลงมาก และอาจต้องประสบปัญหาเงินฝืด เพราะประชาชนใช้จ่ายน้อยลง
ดังนั้น ภาพรวมเศรษฐกิจโลกปีนี้จะโต 0-0.5% พร้อมระบุว่า สศช.จะมีการประกาศประมาณการณ์เศรษฐกิจอย่างเป็นทางการในเดือนกุมภาพันธ์ 2552 นี้ ซึ่งเสี่ยงจะลดลงจากเดิมที่คาดไว้ 1.5-2.5%
นายปรเมธี ยอมรับว่า โอกาสที่ประเทศไทยจะประสบปัญหาภาวะเงินฝืดจากการบริโภคที่ลดลงมีโอกาสเป็นไปได้สูง รวมทั้งประเทศที่มีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจติดลบ โดยมองว่ามาตรการที่จะนำมาดูแลเศรษฐกิจของประเทศ เพื่อรักษาอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศไว้ เป็นสิ่งจำเป็น เพื่อไม่ทำให้เกิดการว่างงานมากเกินไป เช่น การอัดฉีดงบประมาณการใช้จ่าย การลดอัตราดอกเบี้ย และการหาสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ
ทั้งนี้ ปัญหาเงินฝืด (Deflation) เนื่องจากมีอุปทานส่วนเกินจำนวนมากในระบบเศรษฐกิจ จึงเกิดการลดลงของราคาสินค้าอย่างยืดเยื้อจากการที่อุปสงค์ต่ำกว่าอุปทานอย่างต่อเนื่อง ซึ่งบทเรียนในอดีตรัฐบาลไม่ได้ใช้จ่ายเพิ่มขึ้น เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่กลับพยายามรักษาให้งบประมาณสมดุล ทำให้ในที่สุดเกิดการขาดความมั่นใจ และเกิดความตื่นตระหนกจนนำไปสู่วิกฤตที่รุนแรง
นักวิชาการบางท่าน ระบุว่า สภาวะเงินฝืด หมายถึงสถานการที่เงินไม่ค่อยขยับ หรืออีกนัยหนึ่งก็ประชาชนไม่ค่อยอยากจะควักเงินในกระเป๋าออกมาจับจ่ายใช้สอย ส่งผลให้ระดับราคาสินค้าปรับลดลง ภาคการผลิตและบริการลดการผลิต ตามมาด้วยเกิดภาวะเลิกจ้าง
หากมองในเชิงทฤษฎี การที่จะบอกว่า เศรษฐกิจอยู่ในภาวะเงินฝืดหรือไม่นั้น ต้องดูจาก GDP ที่ขยายตัวต่ำกว่าการขยายตัวของดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ไม่ได้ดูจาก CPI อย่างเดียว หากมองย้อนกลับไปในอดีตประมาณ 30 ปี ประมาณปี 2522 ช่วงนั้นระดับราคาน้ำมันขยับขึ้นอย่างรวดเร็วจาก 17.9 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในปี 2522 เพิ่มเป็น 31 ดอลาร์ต่อบาเรล ในปี 2523 และพุ่งไปถึง 36 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล ในปี 2524 ตามลำดับ ในขณะที่อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) และดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ที่มีราคาสินค้าอยู่ในระดับที่สูง
ขณะที่สถานการณ์ปัจจุบัน อาจเป็นการเข้าสู่ภาวะเงินฝืดแบบที่ราคาสินค้าอยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากการปรับตัวของราคาน้ำมันลดลง หากเปรียบเทียบในช่วงเวลาดังกล่าวกับสถานการณ์ปัจจุบัน จะเห็นได้ว่าสถานการณ์ของเงินฝืดที่เกิดขึ้นเนื่องจากการปรับตัวของราคาน้ำมัน แต่แตกต่างกันตรงที่ปี 2522 ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วกว่าการขยายตัวของเศรษฐกิจ
โดยในปี 2552 นี้ ราคาน้ำมันเฉลี่ยน่าจะลดลงจากปี 2551 ที่เป็นปีที่ราคาน้ำมันมีความผันผวนมากที่สุดปีหนึ่ง ทำให้ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ในปี 2552 นี้อาจจะติดลบได้ ซึ่งอาจเรียกว่าเงินฝืดทางเทคนิค ซึ่งเกิดขึ้นได้ เนื่องจากราคาสินค้ามีการปรับลงเยอะ เมื่อเทียบกับปีก่อน อย่างไรก็ตาม การคาดการณ์อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ปี 2552 นี้น่าจะอยู่ที่ประมาณ 0.5-2.0% เท่านั้น
ดังนั้น ภาครัฐจำเป็นต้องมีมาตรการต่างๆ ออกมาเพื่อให้ตัวเลขอื่นๆ ที่มีผลต่อ GDP ขยายตัวให้มากที่สุด เพื่อทดแทนส่วนที่หายไปของภาคการส่งออก ได้แก่ การบริโภคภาคเอกชน และการลงทุนภาครัฐ เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม การจะวัดว่าประเทศไทยกำลังจะเผชิญกับภาวะเงินฝืดหรือไม่นั้น นักเศรษฐศาสตร์บางรายไม่ได้มองแค่เงินเฟ้อสูงกว่า GDP เท่านั้น บางรายให้ดูตัวเลขอัตราการว่างงานประกอบด้วย แต่บางครั้งอาจพบว่าจะมีปรากฏการณ์แจ้งล่วงหน้าที่จะเกิดเหตุการณ์ก่อนภาวะ เงินฝืด ได้แก่ ปรากฏการณ์ที่เราเรียกว่า Stagflation (เงินเฟ้อ+ลงทุนลด) ซึ่งเมื่อต้นปี 2551 ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีการเผชิญภาวะใกล้เคียงกับปรากฏการณ์
ที่มา:http://www.manager.co.th/Business/ViewNews.aspx?NewsID=9520000005070
คำถามท้ายเรื่อง
เลขทะเบียน 48210146
แนะจับตา ศก.ปี 52 เสี่ยงภาวะเงินฝืด ราคาสินค้ามีแนวโน้มลดลง อุปทานล้นตลาด แต่คนไม่อยากควักกระเป๋าซื้อสินค้า เพราะไม่มั่นใจในอนาคต “สภาพัฒน์” ตั้งป้อมหั่น “จีดีพี” ลงเหลือ 0% ก.พ.นี้ แนะดูแลงบอัดฉีดกำลังซื้อ 1.15 แสนล้านใกล้ชิด เพื่อให้เม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตรงเป้าหมาย
นายสมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการสถาบันเพื่อการวิจัยและพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวถึงกรณีที่หลายฝ่ายออกมาแสดงความเป็นห่วงเศรษฐกิจไทยปี 2552 อาจเผชิญปัญหาภาวะเงินฝืด โดยยอมรับว่า มีโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้ เพราะราคาสินค้าน่าจะลดลง ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาลจะออกมาป้องกัน และจัดการไม่ให้เกิดภาวะเงินฝืดอย่างไร
นายปรเมธี วิมลศิริ ที่ปรึกษาด้านนโยบายและแผนงานสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า ตลอดปี 2552 ไทยจะต้องเผชิญกับการหดตัวของกำลังซื้อทั่วโลก ทำให้การส่งออกลดลงมาก และอาจต้องประสบปัญหาเงินฝืด เพราะประชาชนใช้จ่ายน้อยลง
ดังนั้น ภาพรวมเศรษฐกิจโลกปีนี้จะโต 0-0.5% พร้อมระบุว่า สศช.จะมีการประกาศประมาณการณ์เศรษฐกิจอย่างเป็นทางการในเดือนกุมภาพันธ์ 2552 นี้ ซึ่งเสี่ยงจะลดลงจากเดิมที่คาดไว้ 1.5-2.5%
นายปรเมธี ยอมรับว่า โอกาสที่ประเทศไทยจะประสบปัญหาภาวะเงินฝืดจากการบริโภคที่ลดลงมีโอกาสเป็นไปได้สูง รวมทั้งประเทศที่มีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจติดลบ โดยมองว่ามาตรการที่จะนำมาดูแลเศรษฐกิจของประเทศ เพื่อรักษาอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศไว้ เป็นสิ่งจำเป็น เพื่อไม่ทำให้เกิดการว่างงานมากเกินไป เช่น การอัดฉีดงบประมาณการใช้จ่าย การลดอัตราดอกเบี้ย และการหาสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ
ทั้งนี้ ปัญหาเงินฝืด (Deflation) เนื่องจากมีอุปทานส่วนเกินจำนวนมากในระบบเศรษฐกิจ จึงเกิดการลดลงของราคาสินค้าอย่างยืดเยื้อจากการที่อุปสงค์ต่ำกว่าอุปทานอย่างต่อเนื่อง ซึ่งบทเรียนในอดีตรัฐบาลไม่ได้ใช้จ่ายเพิ่มขึ้น เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่กลับพยายามรักษาให้งบประมาณสมดุล ทำให้ในที่สุดเกิดการขาดความมั่นใจ และเกิดความตื่นตระหนกจนนำไปสู่วิกฤตที่รุนแรง
นักวิชาการบางท่าน ระบุว่า สภาวะเงินฝืด หมายถึงสถานการที่เงินไม่ค่อยขยับ หรืออีกนัยหนึ่งก็ประชาชนไม่ค่อยอยากจะควักเงินในกระเป๋าออกมาจับจ่ายใช้สอย ส่งผลให้ระดับราคาสินค้าปรับลดลง ภาคการผลิตและบริการลดการผลิต ตามมาด้วยเกิดภาวะเลิกจ้าง
หากมองในเชิงทฤษฎี การที่จะบอกว่า เศรษฐกิจอยู่ในภาวะเงินฝืดหรือไม่นั้น ต้องดูจาก GDP ที่ขยายตัวต่ำกว่าการขยายตัวของดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ไม่ได้ดูจาก CPI อย่างเดียว หากมองย้อนกลับไปในอดีตประมาณ 30 ปี ประมาณปี 2522 ช่วงนั้นระดับราคาน้ำมันขยับขึ้นอย่างรวดเร็วจาก 17.9 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในปี 2522 เพิ่มเป็น 31 ดอลาร์ต่อบาเรล ในปี 2523 และพุ่งไปถึง 36 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล ในปี 2524 ตามลำดับ ในขณะที่อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) และดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ที่มีราคาสินค้าอยู่ในระดับที่สูง
ขณะที่สถานการณ์ปัจจุบัน อาจเป็นการเข้าสู่ภาวะเงินฝืดแบบที่ราคาสินค้าอยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากการปรับตัวของราคาน้ำมันลดลง หากเปรียบเทียบในช่วงเวลาดังกล่าวกับสถานการณ์ปัจจุบัน จะเห็นได้ว่าสถานการณ์ของเงินฝืดที่เกิดขึ้นเนื่องจากการปรับตัวของราคาน้ำมัน แต่แตกต่างกันตรงที่ปี 2522 ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วกว่าการขยายตัวของเศรษฐกิจ
โดยในปี 2552 นี้ ราคาน้ำมันเฉลี่ยน่าจะลดลงจากปี 2551 ที่เป็นปีที่ราคาน้ำมันมีความผันผวนมากที่สุดปีหนึ่ง ทำให้ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ในปี 2552 นี้อาจจะติดลบได้ ซึ่งอาจเรียกว่าเงินฝืดทางเทคนิค ซึ่งเกิดขึ้นได้ เนื่องจากราคาสินค้ามีการปรับลงเยอะ เมื่อเทียบกับปีก่อน อย่างไรก็ตาม การคาดการณ์อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ปี 2552 นี้น่าจะอยู่ที่ประมาณ 0.5-2.0% เท่านั้น
ดังนั้น ภาครัฐจำเป็นต้องมีมาตรการต่างๆ ออกมาเพื่อให้ตัวเลขอื่นๆ ที่มีผลต่อ GDP ขยายตัวให้มากที่สุด เพื่อทดแทนส่วนที่หายไปของภาคการส่งออก ได้แก่ การบริโภคภาคเอกชน และการลงทุนภาครัฐ เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม การจะวัดว่าประเทศไทยกำลังจะเผชิญกับภาวะเงินฝืดหรือไม่นั้น นักเศรษฐศาสตร์บางรายไม่ได้มองแค่เงินเฟ้อสูงกว่า GDP เท่านั้น บางรายให้ดูตัวเลขอัตราการว่างงานประกอบด้วย แต่บางครั้งอาจพบว่าจะมีปรากฏการณ์แจ้งล่วงหน้าที่จะเกิดเหตุการณ์ก่อนภาวะ เงินฝืด ได้แก่ ปรากฏการณ์ที่เราเรียกว่า Stagflation (เงินเฟ้อ+ลงทุนลด) ซึ่งเมื่อต้นปี 2551 ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีการเผชิญภาวะใกล้เคียงกับปรากฏการณ์
ที่มา:http://www.manager.co.th/Business/ViewNews.aspx?NewsID=9520000005070
คำถามท้ายเรื่อง
- แนวโน้มเศรษฐกิจของไทยปี 2552 จะเป็นอย่างไร เพราะสาเหตุใด
- สภาวะเงินฝืด คืออะไร
- การจะวัดว่าประเทศไทยกำลังจะเผชิญกับภาวะเงินฝืด สามารถวัดได้จากอะไรบ้าง
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)