วันอังคารที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2551

“มธ.-นิด้า” แนะสเปกทีม ศก.เน้นมืออาชีพ-รุ่นใหม่หัวก้าวหน้า


จัดทำโดย: นางสาว พรรัตน์ ผ่องเคหา
เลขทะเบียน 48210154

นักวิชาการ มธ.แนะรัฐบาลใหม่ ดึงผู้เชี่ยวชาญภายนอกที่รู้กลไกทางธุรกิจ เข้ามาช่วยงานด้านเศรษฐกิจ “นิด้า” แนะใช้คนรุ่นใหม่ที่มีความคิดแบบก้าวหน้ามาช่วยบริหาร เพราะหากเป็นกลุ่มคนหน้าเดิมที่เคยเห็นฝีมือกันแล้วปัญหาก็คงมีอยู่ และไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ พร้อมเสนอลด “แวต” ลงเหลือ 3% นาน 1 ปี เพื่อเพิ่มกำลังซื้อ ดีกว่าการลดหย่อนภาษี

วันนี้ (15 ธันวาคม 2551) นายพิภพ อุดร นักวิชาการประจำคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวถึงการจัดตั้งทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่ โดยระบุว่า พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นแกนนำและพรรคร่วมอาจยังไม่เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจพอ คงต้องดึงผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้ความสามารถจากภายนอกเข้ามาช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจ เพื่อให้มีผู้ที่เข้าใจในกลไกทางธุรกิจเข้ามาช่วยบริหาร

นายพิภพ กล่าวว่า สำหรับทีมที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจจะต้องสร้างความเชื่อมั่น เพราะปัญหามีความรุนแรง โดยได้รับผลกระทบจากภายนอก ทั้งปัญหาด้านการท่องเที่ยว และการส่งออก ซึ่งเป็นรายได้หลักของประเทศ ซึ่งได้รับผลกระทบอย่างมาก โดยผู้ที่จะเข้ามาช่วยงานต้องเป็นผู้มีความรู้ด้านเศรษฐกิจมหภาค การมีความรู้ด้านการตลาดเพื่อช่วยส่งเสริมด้านการท่องเที่ยว การสร้างภาพลักษณ์ให้นักท่องเที่ยวกับเข้ามา และการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการหันมาสร้างแบรนด์เนมสินค้าของตัวเอง แทนการรับจ้างผลิต การเพิ่มดีไซน์สินค้าให้มีมูลค่าเพิ่มแทนการขายสินค้าในราคาถูก การถือโอกาสปรับตัวในช่วงนี้จะทำให้ผู้ประกอบการมีความเข้มแข็งได้

นายวิพุธ อ่องสกุล นักวิชาการประจำคณะบริหาร สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) กล่าวว่า ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลควรนำคนรุ่นใหม่ที่มีความคิดแบบก้าวหน้ามาช่วยบริหาร เพราะจะมีแนวคิดเชิงก้าวหน้า เช่น ปัญหาเงินกู้ของรัฐบาลอาจเต็มเพดานก็อาจมีแนวคิดใหม่ ๆ มาปรับใช้ เพราะเศรษฐกิจเช่นนี้ อย่างไรก็ตาม ต้องใช้เงินงบประมาณของรัฐเข้าไปช่วยเหลือเพิ่มเติม เพราะหากเป็นกลุ่มคนหน้าเดิมที่เคยเห็นฝีมือกันแล้วปัญหาก็คงมีอยู่ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ ซึ่งการกู้เงินเพื่อนำมาก่อสร้างระบบสาธารณูปโภคจะสร้างประโยชน์ในระยะยาวกว่าการช่วยเหลือระยะสั้น เนื่องจากจะก่อให้เกิดการจ้างงานสร้างรายได้เข้าสู่ระบบมากขึ้น

นอกจากนี้ นายวิพุธ ยังเสนอให้รัฐบาลปรับลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มจากร้อยละ 7 เหลือร้อยละ 3 เป็นระยะเวลา 1 ปี เพื่อให้ประชาชนมีกำลังซื้อและเกิดการใช้จ่ายมากขึ้น เนื่องจากภาษีมูลค่าเพิ่มปรับขึ้น หรือลดลงจะมีผลต่อการใช้จ่าย ซึ่งจะมีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้อีกทางหนึ่ง ขณะที่เห็นว่าการลดหย่อนภาษีประเภทอื่น เช่น การลดหย่อนให้ผู้มีเงินออมประเภทต่างๆ คนเหล่านี้ก็จะเก็บเงินไว้เหมือนเดิมโดยไม่นำเงินออกมาใช้จ่าย ส่วนการลดภาษีมูลค่าเพิ่มจะตรงกลุ่มมากกว่า นอกจากนี้ รัฐบาลอาจตั้งกองทุนประกันความเสี่ยงด้วยความร่วมมือกับหน่วยงานอื่น เพื่อช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับสถาบันการเงินให้ปล่อยสินเชื่อออกสู่ระบบมากขึ้น
ที่มา:http://www.manager.co.th/Business/ViewNews.aspx?NewsID=9510000147334

คำถามท้ายบท
1. ทีมที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่ต้องมีบทบาทอย่างไร
2. นายวิพุธ เสนอแนะรัฐบาลควรทำอย่างไร เพื่ออะไร
3. รัฐบาลชุดใหม่ต้องเผชิญปัญหาใดบ้าง

วันจันทร์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2551

คลังสั่งเชือดกองทุนฟื้นฟูฯ มั่วนิ่มเพิ่มทุนไทยธนาคาร

จัดทำโดย นางสาวรัญชนก วิสุทธิกุลพันธ์
เลขทะเบียน 48210149

คลังสั่งเชือดกองทุนฟื้นฟูฯ มั่วนิ่มเพิ่มทุนไทยธนาคาร

เอาแน่ “สุชาติ” ทิ้งทวนสั่งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีไทยธนาคารดำเนินการต่อ หลังคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูบกพร่อง เอื้อประโยชน์ผู้ถือหุ้นโดยเฉพาะเอกชนที่ไม่ได้เพิ่มทุนด้วย ถือว่าประมาทเลินเล่อ นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช รักษาการ รมว.คลัง เปิดเผยว่า ได้ลงนามในคำสั่งให้คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีการเพิ่มทุนของธนาคารไทยธนาคาร ให้ตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติม หลังจากที่คณะกรรมการได้ส่งผลสรุปเบื้องต้นมาให้พิจารณาเมื่อปลายเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา พบว่า มีมูลความผิด โดยเป็นความบกพร่องของคณะกรรมการกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ขณะเดียวกัน คณะกรรมการยังไม่ได้ตรวจสอบผู้ที่เกี่ยวข้องอีกหลายคน เพื่อความเป็นธรรม จึงอนุมัติให้คณะกรรมการชุดเดิมสานต่อให้แล้วเสร็จ พร้อมทั้งได้ลงนามขยายเพดานการถือหุ้นของต่างชาติเกิน 49% แล้ว หลังจากที่ธนาคารซีไอเอ็มบี ของมาเลเซีย ได้ซื้อหุ้นไทยธนาคารจากกองทุนฟื้นฟูฯ สัดส่วน 42.13% ทั้งนี้ ประเด็นการเพิ่มทุนครั้งที่ผ่านมานั้น มีรัฐบาลและนักลงทุนต่างชาติในสัดส่วนฝ่ายละกว่า 40% นั้น ซึ่งมีผู้มองว่าเป็นการสร้างประโยชน์ให้กลุ่มผู้ที่ไม่ได้เพิ่มทุนด้วย โดยกรณีการเพิ่มทุนของกองทุนฟื้นฟูฯนั้น ถูกกล่าวว่า กองทุนฟื้นฟูฯ เข้าไปเพิ่มทุนโดยประมาท เลินเล่อ ดังนั้นจึงต้องตรวจสอบข้อเท็จจริง ส่วนการแต่งตั้งประธานคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) นั้น คาดว่า ในวันที่ 19 ธ.ค.นี้ คณะกรรมการสรรหาประธานคณะกรรมการ ธปท.จะเรียกประชุมเพื่อเลือกประธานคณะกรรมการ ธปท.ได้แน่นอน รายงานข่าวระบุว่า คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงฯ ได้ตั้งขึ้นมาในสมัยของ นายสุรพงษ์ สืบวงศ์ลี อดีตรองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง โดยมี นายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เป็นประธาน และมีผลสรุปว่า คณะกรรมการกองกองทุนฟื้นฟูฯ มีความบกพร่องในการเพิ่มทุนธนาคารไทยธนาคาร โดยไม่ลดทุนก่อน ทำให้กองทุนฟื้นฟูฯ ต้องเข้าไปร่วมรับผิดชอบขาดทุนสะสมที่เกิดขึ้นก่อนหน้า 2,200 ล้านบาท ขณะที่ผู้ที่ได้ประโยชน์ คือ ผู้ถือหุ้นเดิม ซึ่งขณะนั้นภาคเอกชนทั่วไปถือหุ้น 34% กลุ่มนิวบริดจ์ 33% และกองทุนฟื้นฟูฯ 33% โดยภาคเอกชนที่เคยถือหุ้นในไทยธนาคาร ได้แก่ กลุ่มบริษัท คอมลิ้งก์ ต่อมาได้มีการทยอยขายหุ้นออกไป ทั้งนี้ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตผู้ว่าการ ธปท.และ อดีต รมว.คลัง เคยเป็นผู้ถือหุ้นกลุ่มบริษัท คอมลิ้งก์
ที่มา http://www.manager.co.th/StockMarket/ViewNews.aspx?NewsID=9510000147085

คำถาม
1.นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช รักษาการ รมว.คลัง เปิดเผยว่า ได้ลงนามในคำสั่งให้คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีใด
2.คณะกรรมการสรรหาประธานคณะกรรมการ ธปท.จะเรียกประชุมเพื่ออะไร
3.คณะกรรมการกองกองทุนฟื้นฟูฯ มีความบกพร่องในการเพิ่มทุนธนาคารไทยธนาคาร โดยไม่ลดทุนก่อน ทำให้กองทุนฟื้นฟูฯ ต้อง
ทำอย่างไร

วันเสาร์ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2551

แบงก์ชาติยันบาทอ่อนตามภูมิภาค โยนการเมืองฉุดไม่เกี่ยวลดดอกเบี้ย

จัดทำโดย นาย อภินันท์ อยู่เย็น
48210144

แบงก์ชาติยันบาทอ่อนตามภูมิภาค โยนการเมืองฉุดไม่เกี่ยวลดดอกเบี้ย
ธปท.เผยเงินบาทอ่อนค่าตามทิศทางเงินทุนไหลออก ระบุไม่น่าห่วงยังเป็น โต้ไม่เกี่ยวนักลงทุนลงทุนต่างชาติกังวลที่กนง.ลดถึง 1% ดอกเบี้ยนโยบายเพราะรัฐบาลไทยห่วงเศรษฐกิจไทยจะย้ำแย่ ขณะที่นักบริหารเงินธนาคารพาณิชย์สั่งจับตาปัญหาการเมืองไทยหวั่นเกิดความรุนแรงส่งผลให้บาทอ่อนค่าทะลุ 36 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ นางผ่องเพ็ญ เรืองวีรยุทธ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายตลาดการเงินและบริหารเงินสำรอง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า การเคลื่อนไหวเงินบาทที่ค่อนข้างจะอ่อนค่าเมื่อวานนี้(4 ธ.ค.) เป็นไปตามทิศทางเงินทุนไหลออกจากตลาดการเงินตามปกติเท่านั้น ซึ่งก็ไม่ได้น่าเป็นห่วงแต่อย่างใด และเชื่อว่าไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับการนักลงทุนต่างชาติมองว่าเศรษฐกิจไทยจะย้ำแย่จนทำให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.)ต้องตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ยตลาดซื้อคืนพันธบัตรระยะ 1 วัน(อัตราดอกเบี้ยนโยบาย)ลง 1% จากระดับ 3.75% มาอยู่ที่ระดับ 2.75% เมื่อวันที่ 3 ธ.ค.ที่ผ่านมา โดยก่อนหน้านี้ น.ส.ดวงมณี วงศ์ประทีป ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธปท. กล่าวว่า การปรับลดอัตราดอกเบี้ยแรงๆ ถึง 1% กนง.ได้มีการประเมินแล้วว่าจะไม่กระทบต่อภาคการเงินทั้งเงินทุนเคลื่อนย้ายจากการที่เงินทุนไหลออกจากประเทศ รวมถึงส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างของไทยกับต่างประเทศ ซึ่งธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด)จะมีการประชุมในช่วงกลางเดือนธ.ค.นี้และหลายฝ่ายมองว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งอาจทำให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยห่างออกไปอีก ด้านนักบริหารเงิน ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กล่าวว่า การเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทเมื่อวานนี้เปิดตลาดที่ระดับ 35.56-35.59 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ โดยในระหว่างวันค่าเงินบาทแข็งค่าสุดที่ระดับ 35.57 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ และเงินบาทค่อยๆ ปรับอ่อนค่าเรื่อยๆ ซึ่งอ่อนค่าสุดที่ระดับ 35.77 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ และท้ายสุดปิดตลาดที่ระดับ 35.73-35.75 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ หลังจากที่ภาพรวมเศรษฐกิจไทยได้ซึมซับข่าวดีที่กนง.ได้มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายถึง 1% เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงระยะเวลาสั้นๆ แล้ว แต่โดยรวมเศรษฐกิจไทยยังไม่สดใสนัก เนื่องจากตลาดยังไม่มั่นใจกับสถานการณ์การเมืองไทยไม่ว่าจะเป็นบุคคลที่จะมารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาได้ หากต่างฝ่ายต่างมีเงื่อนไขทางการเมือง "ต้องจับตาค่าเงินบาทว่าจะได้รับผลจากสถานการณ์การเมืองอย่างไรบ้างไม่ว่าจะเป็นช่วงหลังจากวันที่ 5 ธ.ค.นี้ไปแล้ว เพราะอาจจะมีการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ(นปช.) ในวันที่ 7 ธ.ค.นี้ และจะมีการเลือกนายกฯ วันที่ 8 ธ.ค. ซึ่งหากเกิดเหตุการณ์รุนแรงก็มีโอกาสให้เงินบาทอ่อนค่าทะลุ 36 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐได้"นักบริหารเงิน ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กล่าว สำหรับค่าเงินบาทในช่วงสัปดาห์หน้าคาดว่า เคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 35.50-35.80 บาทต่อดอลลาร์ ในกรณีที่เหตุการณ์ปกติไม่เกิดเหตุการณ์ทางการเมืองที่ไม่รุนแรงนัก

ที่มา http://www.manager.co.th/StockMarket/ViewNews.aspx?NewsID=9510000143827
คำถาม
1.ธปท.เผยเงินบาทอ่อนค่าไม่เกี่ยวกับนักลงทุนต่างชาติเพราะอะไร
2. ด้านนักบริหารเงิน ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กล่าวว่า การเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทที่ผ่านมาเป็นอย่างไร
3.ทำไมเศรษฐกิจไทยยังดูไม่ค่อยสดใสเท่าที่ควร
เขียนโดย utccbx007g1

วันพุธที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

ธปท.ยันไม่โหมลดดอกเบี้ย หวั่นทำเศรษฐกิจทรุดเกินจริง

จัดทำโดย: น.ส. พรรณรุจี มณีเกิด
เลขทะเบียน 48210129

"ผู้ว่าธปท.ยันการประชุมกนง.ครั้งนี้แม้จะมีโอกาสที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย แต่ก็จะไม่ลงในระดับที่มากอย่างที่หลายฝ่ายคาดการณ์ หวั่นส่งผลข้างเคียงเศรษฐกิจคาดทรุดเกินจริง และพร้อมที่จะดูแลด้านสภาพคล่องให้เพียงพอ ส่วนแบงก์กสิกรฯยันปล่อยสินเชื่อตามปกติ แม้เศรษฐกิจจะชะลอตัว"

นางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวอภิปรายหัวข้อ นโยบายการบริหารจัดการเศรษฐกิจภาพรวมของไทย ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจถดถอยของโลก ว่า ธปท.ได้ดูแลนโยบายด้านการเงินด้วยความระมัดระวัง แม้การใช้นโยบายด้านการเงินในบางครั้งอาจส่งผลกระทบในทางตรงข้ามกับวัตถุประสงค์บ้าง แต่อย่างไรก็ตามประเทศไทยในปัจจุบันยังไม่เกิดปัญหาเศรษฐกิจที่รุนแรง หากธปท.ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงแรงอาจจะทำให้ประชาชนและนักวิเคราะห์เข้าใจว่าธปท.มีข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับปัญหาเศรษฐกิจและอาจจะทำให้เกิดการตกใจ ซึ่งมีผลต่อทางด้านจิตวิทยา

"ต่างประเทศใช้นโยบายลดดอกเบี้ยรุนแรงเพราะเขาพยายามให้มีผลในการฟื้นเศรษฐกิจจริงและเป็นการให้สัญญาณว่า ธนาคารกลางพร้อมเข้ามาดูแลปัญหาเศรษฐกิจ แต่ของเราอยู่ปลายแถวจะใช้นโยบายลดอกเบี้ยแรงๆ ก็ต้องระวังเพราะมีผลเสียทางจิตวิทยา แทนที่จะสร้างความมั่นใจกลับตรงข้ามเพราะนักวิเคราะห์เห็นตัวเลขอาจไปคาดว่าธปท.มีข้อมูลเชิงลึกก็ต้องระวัง" นางธาริษา กล่าว

นอกจากนี้ การใช้นโยบายการเงินก็มีผลน้อยกว่ามาตรการด้านการคลังอยู่แล้ว กว่าดอกเบี้ยนโยบายจะมีผลต่อภาคเศรษฐกิจจริงต้องใช้เวลาอย่างน้อย 8 ไตรมาส ซึ่งปัจจุบันมองว่าอยากจะเห็นการกระตุ้นการใช้จ่ายที่มากขึ้นมากกว่าการที่ลดอัตราดอกเบี้ยแล้วจะมีผลเพียงแค่ช่วยเหลือผู้ที่มีหนี้สินเท่านั้น

นางธาริษา กล่าวว่า ธปท.เชื่อว่าปัญหาเศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวได้ใช่วงกลางปี 2552 เนื่องจากขณะนี้สถาบันการเงินของประเทศต่างๆ ที่ประสบปัญหาได้รับการแก้ไขจากภาครัฐ ซึ่งหากภาคสถาบันการเงินเข้าสู่ภาวะปกติก็จะทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น และรัฐบาลในประเทศต่างๆก็พร้อมในการดูแลเศรษฐกิจอยู่แล้ว

ส่วนสภาพคล่องในประเทศนั้น แม้ว่าล่าสุดสภาพคล่องจะเริ่มตึงตัวขึ้นมาเล็กน้อย เพราะสัดส่วนสินเชื่อเริ่มดีขึ้นมาตั้งแต่ไตรมาสที่ 2 ตามลำดับ ในขณะที่เงินฝากโตน้อยกว่าสินเชื่อ แต่สภาพคล่องก็ไม่ถือว่าเป็นข้อน่ากังวล เนื่องจากปัจจุบันพบว่าธปท.ยังได้รับสภาพคล่องจากธนาคารพาณิชย์กลับคืนวันละ 4-5 แสนล้านบาท ใกล้เคียงกับจำนวนที่ธปท.ปล่อยออกมาในตลาดในแต่ละวัน ซึ่งก็แสดงว่ายังไม่มีปัญหา

อย่างไรก็ตามในส่วนของดำเนินนโยบายการเงิน ธปท.ไม่ได้ดูเฉพาะเงินเฟ้ออย่างเดียว แต่ได้ดูการเติบโตของเศรษฐกิจประกอบด้วย ซึ่งถ้าหากพบว่าความเสี่ยงของสิ่งไหนมากกว่ากันก็จะดูแลสิ่งนั้นเป็นพิเศษ โดยธปท.ก็เตรียมระวังไม่ให้เกิดฟองสบู่ใน 7 ภาค คือทั้งภาคต่างประเทศซึ่งดูแลไม่ให้มีหนี้มาก 2. ภาคธุรกิจที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน 3. ภาครัฐ 4. ภาคครัวเรือน 5. ภาคตลาดการเงิน 6. ภาคอสังหาริมทรัพย์ และ 7. ภาคสถาบันการเงิน ซึ่งธปท.เห็นว่าเป็นหน้าที่ของธปท.ที่ต้องดูแลไม่ให้เกิดภาวะฟองสบู่

นอกจากนี้ มองว่าปัญหาเศรษฐกิจโลกในขณะนี้กระทบต่อประเทศไทยไม่มากนัก ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบโดยตรง ผลกระทบข้างเคียง และผลกระทบทางอ้อม เพราะ พื้นฐานเศรษฐกิจไทยยังถือว่ารองรับได้ โดยในส่วนของผลกระทบโดยตรงนั้นมองว่าไม่มีปัญหา เนื่องจากธนาคารพาณิชย์ของไทยมีเงินลงทุนที่ไปลงทุนในสินทรัพย์ต่างประเทศที่แสดงอยู่มีค่อนข้างน้อยเพียง 0.3% ของสินทรัพย์รวม ซึ่งก็ได้ขายออกไปหมดแล้ว อีกทั้งสัดส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงของธนาคารพาณิชย์ไทยก็อยู่ในอัตราที่สูงถึง 15.7% ถือว่าอยู่ในระดับที่แข็งแกร่ง รวมถึงสัดส่วน NPL ล่าสุดไตรมาส 3 อยู่ต่ำเพียง 3.3% อีกทั้งประเทศไทยไม่ได้พึ่งเงินต่างประเทศจึงไม่เกิดปัญหาเงินฝืด

นายบัณฑิต นิจถาวร รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) กล่าวว่า ในการประชุมนโยบายการเงิน(กนง.)ในวันที่ 3 ธันวาคมที่จะถึงนี้ จะให้ความสำคัญด้านเศรษฐกิจภายในประเทศและต่างประเทศมากกว่าปัจจัยด้านการเมือง ซึ่งในช่วง 4-5 สัปดาห์ที่ผ่านมาตัวเลขเศรษฐกิจที่ออกมามีการเปลี่ยนแปลงไปมาก ทั้งการเคลื่อนย้ายเงินทุน การส่งออก มีการชะลอตัวอย่างชัดเจน ราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลง ทำให้ต้องมีการประเมินความเสี่ยงการขยายตัวทางเศรษฐกิจในไตรมาส 4 และปีหน้าใหม่ ขณะที่ภาคต่างประเทศ การเติบโตทางเศรษฐกิจโลกก็เริ่มชะลอตัวเช่นกัน และจะผลกระทบต่อเอเชีย ในด้านการสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศ

"ขณะนี้ในหลายประเทศมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง เพราะปัญหาด้านเงินเฟ้อบรรเทาเบาบางลง ไม่มีปัญหาเหมือนในช่วง 6 เดือนแรกของปีที่เร่งตัวมาก ทำให้ความเสี่ยงด้านการขยายตัวทางเศรษฐกิจมีมากเงินเฟ้อ จึงมีพื้นที่ให้นโยบายการเงินสามารถใช้ได้ แต่ในการใช้ก็มีข้อจำกัดในระยะยาว ทำให้ปรับลดดอกเบี้ยลงไม่ได้มาก ต้องดูความเหมาะสมของภาวเศรษฐกิจในขณะนั้น และมีการผสมผสานนโยบายอื่นๆร่วมด้วย เนื่องจากดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำมากจะมีความเสี่ยงในเรื่องการออม"

นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK เปิดเผยว่า แนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายต้องรอดูปัจจัยแวดล้อมในอนาคต แต่หากพิจารณาจากตัวเลขเงินเฟ้อที่เริ่มลดลงต่อเนื่อง จึงมีความเป็นไปได้ที่ ธปท.จะผ่อนคลายนโยบายการเงินลงได้ ขณะที่แนวโน้มดอกเบี้ยตลาดเงินระยะสั้นมีโอกาสปรับตัวลดลง แต่ถ้าหากเป็นประเภทที่มีเครดิตเข้ามาเกี่ยวข้องก็ต้องติดตามปัจจัยเสี่ยงอื่นร่วมด้วย เนื่องจากมีความเสี่ยงที่เครดิตจะสูงขึ้น

"เริ่มเห็นสัญญาณที่บ่งชี้ว่าสภาพคล่องในระบบเริ่มตึงตัว เนื่องจากผู้กู้ยืมเงินในธุรกิจต่างๆที่เคยกู้ยืมเงินจากต่างประเทศหันมากู้ในประเทศเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งก็จะส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลน้อยลง ส่วนปัญหาที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดคือ ตลาดเครดิต แม้จะมีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบมากแต่ถ้าหากไม่ปล่อยเครดิตก็คงประสบปัญหาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้"

อย่างไรก็ตามธนาคารจะยังคงมีการปล่อยสินเชื่อตามปกติ แม้ว่าภาวะเศรษฐกิจจะชะลอตัว เนื่องจากรายได้ของธนาคารพาณิชย์กว่า 70% มาจากการปล่อยสินเชื่อ ดังนั้นธนาคารจึงมีความจำเป็นที่ต้องรักษารายได้ อีกทั้งธนาคารเองมีแผนที่จะต้องขยายธุรกิจและหวังที่จะเติบโต ถึงแม้ว่าในปีหน้าจะต้องระมัดระวังความเสี่ยงทั้งทางด้านเครดิตของธุรกิจ รวมถึงความผันผวนของราคาในตลาดการเงิน เช่น ทิศทางอัตราดอกเบี้ยและอัตราแลกเปลี่ยน เป็นต้น
ที่มา http://www.manager.co.th/StockMarket/ViewNews.aspx?NewsID=9510000139665

คำถามท้ายบทความ
1. ธปท.เชื่อว่าปัญหาเศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวได้ใช่วงใด เพราะเหตุใด
2. ปัญหาฟองสบู่ใน 7 ภาค อะไรบ้าง
3. เหตุผลใดที่บ่งชี้ว่าสภาพคล่องในระบบเริ่มตึงตัว ส่งผลอย่างไร

วันเสาร์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

ห่วงวิกฤตคนตกงาน


จัดทำโดย น.ส. ภิญญดา เชื้อจินดา 48210139


"โอฬาร" ห่วงวิกฤตคนตกงานเล็งเจียดงบ 1 แสนล้านมาฝึกอบรมให้ตรงกับตลาด เผยเตรียมนัดถกเอกชน 20 พ.ย.นี้

"โอฬาร" ห่วงวิกฤตคนตกงานเล็งเจียดงบ 1 แสนล้านมาฝึกอบรมให้ตรงกับตลาด เผยเตรียมนัดถกเอกชน 20 พ.ย.นี้"โอฬาร" ห่วงปัญหาคนตกงาน เตรียมจับเข่าคุยกระทรวงแรงงาน เจียดเงินจากงบ 1 แสนล้านมาฝึกอบรมให้ตรงตลาดแรงงาน ยันจัดสรรงบไม่ได้ให้เฉพาะ พปช.จะทำให้ฝนตกทั่วฟ้าแน่ ชี้โครงการหลายกระทรวงน่าสนใจ โดยเฉพาะท่องเที่ยวให้สร้างส้วมสาธารณะ เตรียมนัดถกเอกชน 20 พ.ย.รับมือวิกฤต

นายโอฬาร ไชยประวัติ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการพิจารณากำหนดแนวทางการใช้จ่ายเงินงบประมาณกลางปี 2552 จำนวน 1 แสนล้านบาท เปิดเผย เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน ว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการเชิญหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องมาชี้แจงรายละเอียดโครงการที่จะเสนอเพิ่มเข้ามาสมทบจากโครงการที่กำหนดไว้แล้ว 10 โครงการ รวมถึงรายละเอียดในการดำเนินโครงการ ส่วนใหญ่ที่เชิญมาเป็นหน่วยงานที่ยังไม่เกี่ยวข้องกับหมวดการก่อสร้าง จะเป็นโครงการเกี่ยวกับสังคม ได้แก่ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา

"ส่วนการพิจารณารายละเอียดโครงการจะยังไม่ระบุว่าใช้งบเท่าไร แต่จะดูความเหมาะสมของเนื้อโครงการว่าอยู่ในหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้หรือไม่ โดยเฉพาะการใช้จ่ายงบประมาณต้องไม่เกิน 9 เดือน ที่ผ่านมาตัดไปแล้วหลายโครงการเพราะไม่เข้าข่าย" นายโอฬาร กล่าว

นายโอฬาร กล่าวว่า ในวันที่ 17 พฤศจิกายนนี้จะเป็นคิวของกระทรวงแรงงาน ทั้งนี้มีความเป็นห่วงปัญหาการว่างงานจากโรงงานต่างๆ อาจปิดกิจการ ดังนั้น ในการหารือกับนางอุไรวรรณ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน จะพิจารณาเกี่ยวกับการใช้งบกลางปี 1 แสนล้านบาทมาช่วยดูแลปัญหาคนตกงาน โดยหลังจากมีความกังวลว่าจะมีผู้ตกงานเป็นจำนวนมากจากปัญหาเศรษฐกิจถดถอย จึงให้หน่วยงานต่าง ๆ ไปสำรวจข้อมูลว่ามีโรงงานประเภทใดเริ่มมีปัญหาต้องปลดคนงานหรืออาจต้องปิดกิจการ โดยเฉพาะโรงงานในแถบอ้อมใหญ่ โรงงานในนิคมอุตสาหกรรมโรจนะ จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งมีแรงงานในต่างจังหวัดเข้ามาทำงานเป็นจำนวนมาก จะใช้งบกลางไปช่วยพัฒนาฝีมือแรงงานให้มีคุณภาพมากขึ้น และตรงกับความต้องการแรงงานของโรงงานแห่งใหม่

นายโอฬาร กล่าวอีกว่า หลังจากเดินสายรับฟังปัญหาจากเอกชนสาขาต่างๆ ทั้งตลาดทุน ธนาคาร สภาหอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยถึงความต้องการความช่วยเหลือจากรัฐบาลครบทุกด้านแล้ว ในวันที่ 20 พฤศจิกายนนี้ จะประชุมร่วมกับคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) เพื่อสรุปข้อเสนอและปัญหาของทุกกลุ่ม ในการให้ความช่วยเหลือหรือออกมาตรการอื่นเพิ่มเติม เพื่อให้แต่ละกระทรวงที่รับผิดชอบดูแลเอกชนไปช่วยแก้ปัญหา ทั้งกระทรวงการคลัง พาณิชย์ เกษตร อุตสาหกรรม แรงงาน โดยเฉพาะการส่งออกยอมรับว่าเป็นห่วง เพราะตลาดหลักทั้งสหรัฐ ญี่ปุ่น ยุโรป มีคำสั่งซื้อน้อยลง จึงต้องหาแนวทางในการช่วยเหลือผู้ส่งออก

นายโอฬาร กล่าวถึงกระแสข่าวที่รัฐมนตรีพรรคร่วมรัฐบาลหลายคนไม่พอใจการจัดสรรงบประมาณส่วนนี้ โดยมองว่าจะได้เฉพาะของพรรคพลังประชาชนเท่านั้น ว่า ยืนยันว่าการพิจารณางบประมาณส่วนนี้จะไม่เกี่ยวกับพรรคการเมือง ทุกพรรคได้เหมือนกัน แต่จะเอาผลประโยชน์ของคนในตำบลเป็นตัวตั้ง โดยจะดูว่าแต่ละตำบลจะได้เท่าไร และพยายามให้ได้เหมือนกัน ในลักษณะฝนตกทั่วฟ้า ซึ่งจากการหารือมีหลายโครงการน่าสนใจ เช่น ด้านสาธารณสุขและท่องเที่ยว ที่เสนอให้มีการก่อสร้างและพัฒนาส้วมสาธารณะในพื้นที่ต่างๆ ตนเห็นด้วยเพราะเป็นเรื่องสำคัญ และสมัยที่ตนเป็นกรรมการ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ก็เคยมีโครงการทำส้วมเหรียญทอง และเคยเข้าไปตรวจสอบ โดยเฉพาะการก่อสร้างว่ามีมาตรฐานหรือไม่

วันเดียวกัน ที่บริษัท บุญไทยแมชชีนเนอร์รี่ คอมเพล็กซ์ จำกัด ถนนกุดั่น ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครราชสีมา สำนักงานจัดหางานจังหวัดนครราชสีมา จัดงานวันนัดพบแรงงาน มีสถานประกอบการกว่า 70 แห่ง เข้าร่วมงาน มีตำแหน่งงานว่างกว่า 6,000 อัตรา

นายแสงเงิน ขาวลิขิต จัดหางานจังหวัดนครราชสีมา กล่าวว่า ในจังหวัดนครราชสีมา มีแรงงานลงทะเบียนเป็นผู้ว่างงานกว่า 20,000 ราย ส่วนใหญ่เพิ่งจบปริญญาตรี ส่วนผู้ว่างงานที่เคยลงทะเบียนตั้งแต่ปี 2550 ยังไม่มีงานทำ 400– 500 คน ส่วนใหญ่จบปริญญาตรีและโท ซึ่งต้องการงานที่ผลตอบแทนสูง แต่ไม่ค่อยมีตำแหน่งงานว่าง ส่วนตำแหน่งงานว่างระดับล่าง โดยเฉพาะงานฝ่ายผลิตตามโรงงานต่างๆ มีตำแหน่งงานว่างอีกมาก แต่ไม่ได้รับความสนใจ อย่างไรก็ตาม การจ้างงานในพื้นที่ยังอยู่ในขั้นน่าพอใจ แม้จะมีสถานประกอบการบางแห่งปิดกิจการ แต่ไม่กระทบกับแรงงาน มีการเตรียมตำแหน่งว่างไว้รองรับผู้ถูกเลิกจ้างกว่า 2,000 อัตรา ล่าสุด มีสถานประกอบการปิดตัว 1 แห่ง คือ บริษัทไทยไดม่อน ผลิตเครื่องประดับ มีคนงานถูกเลิกจ้าง 124 คน ซึ่งจัดหางานจังหวัดได้นำตำแหน่งงานว่างให้เลือกสมัครแล้ว และจะมีโรงงานปิดตัวอีก 1 แห่งในวันที่ 25 พฤศจิกายน คือ บริษัททานิทารุ ของนายทุนฐี่ปุ่น เป็นโรงงานผลิตกระสอบ และผลิตภัณฑ์สำหรับบรรจุสิ่งของส่งออก มีพนักงาน 145 คน เนื่องจากผู้ประกอบการประสบปัญหาทางการเงินอย่างหนักจากพิษเศรษฐกิจโลก เจ้าของบริษัทกำลังหาผู้มาเทคโอเวอร์ และจ้างพนักงานทำงานต่อ
ที่มา: http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1226668806&grpid=01&catid=05
คำถามท้ายบท
1. มีผู้ตกงานจำนวนมากเกิดจากสาเหตุใด
2. นายโอฬารได้เดินสายรับฟังปัญหาจากแหล่งใดบ้าง
3. ตลาดการส่งออกที่มีคำสั่งซื้อน้อยลง มีประเทศใดบ้าง