วันศุกร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

โตโยต้าย้ำลั่นเชื่อมั่น “มาร์ค” วอนรัฐกระตุ้นสถาบันการเงินปล่อยกู้ซื้อรถ

จัดทำโดย : นางสาว วรรณิสา เนียมหอม เลขทะเบียน 48210141

นายมิทซึฮิโระ โซโนดะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทโตโยต้ามอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด เจ้าพ่อตลาดรถยนต์บ้านเรา เปิดเผยว่า ถึงแม้ขณะนี้ได้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจไปทั้งโลกจนทำให้ตลาดรถทั่วโลกและตลาดรถในประเทศต้องหดตัวอย่างหนัก แต่ขอยืนยันว่าบริษัทไม่มีนโยบายปรับลดพนักงานประจำของบริษัทแน่ ยกเว้นแต่ในส่วนของพนักงานซับคอนแท็กต์ที่ได้ให้ออกไปส่วนหนึ่งตามกำลังการผลิตที่ลดลง ซึ่งบริษัทก็ได้มีการจ่ายค่าชดเชย
“สำหรับตลาดรถปีนี้ยังคงคาดการณ์ว่าอยู่ที่ระดับ 500,000 กว่าคันเหมือนอย่างที่ได้คาดการณ์ไปแล้วเมื่อเดือน ม.ค.ปีนี้ โดยบริษัทยังมีความเชื่อมั่นในศักยภาพของตลาดรถยนต์ในประเทศว่ายังมีอนาคตที่สุกใส แม้ว่าช่วงนี้ตลาดรถยนต์รวมจะปรับตัวลดลง โดยตลาดรถยนต์นั่งมีการทรงตัว แต่ตลาดรถกระบะได้ปรับตัวลดลงตามภาวะเศรษฐกิจก็ตาม ที่สำคัญบริษัทยังมีความเชื่อมั่นในรัฐบาลไทยชุดนี้ ซึ่งได้มีการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะทำให้เกิดการใช้จ่ายมากขึ้น จึงเชื่อว่าเศรษฐกิจของไทยจะสามารถ ฟื้นตัวได้ในไม่ช้า ในส่วนของตลาดส่งออกนั้น ขณะนี้ยังคงคาดการณ์ลำบากว่าตลาดส่งออกจะหดตัวมากน้อยเพียงไร เพราะขณะนี้ในหลายประเทศได้ปรับลดสต๊อกที่มีอยู่ในมือ ทำให้คำสั่งซื้อหรือออเดอร์ช่วงนี้จึงยังไม่คึกคัก”
นายโซโนดะกล่าวว่า ปัญหาสำคัญของตลาดรถยนต์ในประเทศขณะนี้คือเกิดภาวะคอขวด นั่นคือ ยังมีความต้องการจะซื้อรถยนต์อยู่เป็นจำนวนมาก แต่ติดปัญหาที่สถาบันการ เงินไม่ยอมปล่อยสินเชื่อเพื่อการซื้อรถ ทำให้ไม่สามารถ ขายรถได้ฉลุยเหมือนที่ผ่านมา ดังนั้น บริษัทรถยนต์ ต่างๆ ซึ่งรวมทั้งบริษัทโตโยต้ามอเตอร์ประเทศไทยจึงอยากจะเรียกร้องให้รัฐบาลได้ช่วยสนับสนุนในเรื่องนี้ ทั้งในส่วนของการให้สถาบันการเงินของรัฐออกสินเชื่อเพื่อรถยนต์ และให้รัฐบาลออกมาตรการ ค้ำประกันสินเชื่อ เพื่อให้สถาบันการเงินกล้าปล่อยสินเชื่อเพื่อซื้อรถใหม่มากขึ้น อันเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวได้โดยเร็ว
ด้านนายไพโรจน์ ชื่นครุฑ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทอยุธยา แคปปิตอล ออโต้ ลีส จำกัด (มหาชน) ในเครือธนาคารกรุงศรีอยุธยา โดยมีส่วนแบ่งการตลาดในธุรกิจเช่าซื้อรถยนต์เป็นอันดับ 2 กล่าวว่า ในปีนี้ได้ตั้งเป้ายอดสินเชื่อคงค้างเอาไว้ที่ 100,000 ล้านบาท หรือเติบโต 3% และต้องปล่อยสินเชื่อใหม่จำนวน 50,000 ล้านบาท เนื่องจากสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์มีระยะเวลาผ่อนชำระสั้น แต่ละปีมียอดปิดบัญชีประมาณ 40% อย่างไรก็ตาม ในปีนี้การปล่อยสินเชื่อจะเน้นการเติบโตแบบมีคุณภาพมากกว่าปริมาณ เพราะการแข่งขันในปีนี้ยังมีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง โดยสินเชื่อที่เน้นในปีนี้คือ สินเชื่อรถใช้แล้ว คือ กรุงศรียูสด์คาร์ สำหรับสินเชื่อคนมีรถ คือ กรุงศรีคาร์ฟอร์แคช และสินเชื่อเพื่อรถบ้าน คือกรุงศรีแคชทูคาร์ สำหรับพอร์ตสินเชื่อรถใหม่จะมีสัดส่วน 50% ของสินเชื่อทั้งหมดที่ปล่อยในปีนี้ ขณะที่สินเชื่อรถใช้แล้วซึ่งรวมสินเชื่อรีไฟแนนซ์รถยนต์จะมีสัดส่วน 45% ส่วนสินเชื่อรถจักรยานยนต์จะมีสัดส่วนเพียง 5%
ในปีนี้เป้าสินเชื่อเติบโตน้อยกว่าปีที่ผ่านๆมา ที่อัตราเติบโตเป็นตัวเลข 2 หลัก โดยจะเน้นเติบโตแบบมีคุณภาพ โดยตัวเลขเติบโตสุทธิที่ 3% สูงกว่าตลาดสินเชื่อเช่าซื้อทั้งระบบจะเติบโต 0-5% สาเหตุจากยอดขายรถยนต์ใหม่จะหดตัว 15-20% เพราะได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโดยรวม ยอดขายรถโดยรวมอยู่ที่ 500,000 คัน ตลาดรถยนต์มือสองเติบโต 2-3% ในขณะที่ปีที่ผ่านมาตลาดรถยนต์ มือสองโต 8-10%”.


ที่มา : http://www.thairath.co.th/news.php?section=economic&content=123335

คำถามท้ายบทความ
1.นายโซโนดะกล่าวว่า ปัญหาสำคัญของตลาดรถยนต์ในประเทศขณะนี้คืออะไร
2.นายไพโรจน์ ชื่นครุฑ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทอยุธยา แคปปิตอล ออโต้ ลีส จำกัด (มหาชน) ในเครือธนาคารกรุงศรีอยุธยา โดยมีส่วนแบ่งการตลาดในธุรกิจเช่าซื้อรถยนต์เป็นอันดับ 2 กล่าวว่า ในปีนี้ได้ตั้งเป้ายอดสินเชื่อคงค้างเอาไว้ที่ เท่าไร
3.ในปีนี้เป้าสินเชื่อเติบโตเป็นจำนวนเท่าไร

วันจันทร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

คลังอ้ำอึ้งค้ำเงินกู้ให้บินไทย แผนแก้วิกฤติต้องชัดเจน


จัดทำโดย : น.ส.นิรมล วัฒนพฤกษ์ เลขทะเบียน 48210133
นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เปิดเผยว่า สัปดาห์หน้า ฝ่ายจัดการของบริษัทการบินไทย จะเสนอแผนการแก้ไขปัญหาของบริษัทให้กระทรวงการคลัง ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่พิจารณา ซึ่งในแผนจะต้องมีแนวทางที่ชัดเจนในการแก้ปัญหา โดยเฉพาะแผนการแก้ปัญหาทางการเงินระยะสั้น รวมทั้งแผนการลดค่าใช้จ่าย และเพิ่มรายได้ในอนาคต เพราะธุรกิจการบินมีการแข่งขันสูงทำให้บริษัทต้องปรับตัวเพื่อรองรับ
“ยังตอบไม่ได้ว่าจะต้องเข้าไปช่วยเหลือเรื่องเงินกู้หรือการค้ำประกันให้กับบริษัทหรือไม่ต้องรอดูแผนการแก้ไขปัญหาที่บริษัทเสนอมาก่อน ซึ่งแผนต้องชัดเจนว่าภายใต้การเปลี่ยนแปลงของธุรกิจการบินและคนเดินทางที่จะลดลง แผนรองรับก็ต้องชัดเจน เช่น เดิมมีแผนจะซื้อเครื่องบินอาจต้องปรับแผน หรือการขายตั๋วก็ต้องปรับปรุง เท่าที่ดูตัวเลข ผมคิดว่าเขามีช่องทางในการเพิ่มรายได้อีกเยอะ”
นายอารีพงศ์ยังกล่าวว่า แผนแก้ไขปัญหาจะต้องเป็นแผนที่กระทรวงการคลังและสถาบันการเงินหลายแห่งซึ่งมีฐานะเป็นเจ้าหนี้ของบริษัทกว่า 100,000 ล้านบาทต้องเห็นชอบด้วย อย่างไร ก็ตาม ปัจจุบันบริษัทมีหนี้สินต่อทุน 3 เท่ากว่า ถือว่าสูงเมื่อเทียบกับธุรกิจเดียวกัน ซึ่งส่วนใหญ่จะมีอยู่ประมาณ 1 เท่ากว่าเท่านั้น ฉะนั้น จะต้องหาเงินทุนระยะยาวมากขึ้น
เมื่อถามว่า กระทรวงการคลังจะต้องเข้าไปค้ำประกันเงินกู้เพื่อเสริมสภาพคล่องให้กับบริษัทเพื่อนำร่องให้เกิดความเชื่อมั่นแก่สถาบันการเงินเจ้าหนี้หรือไม่ นายอารีพงศ์กล่าวว่า ไม่มีการนำร่องต้องไปพร้อมๆกันทั้งกระทรวงการคลังและสถาบันการเงิน อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ทางบริษัทยังไม่ได้ ระบุว่าจะขอให้กระทรวงการคลังค้ำประกันเงินกู้ให้ ขณะที่มีปัญหาเรื่องการชำระหนี้เงินกู้ระยะสั้น เพราะรายได้ไม่เข้าเป้า แต่ทางบริษัทก็ยังแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าไปได้ ทั้งนี้ ตามหลักการแล้วกระทรวงการคลังสามารถค้ำประกันเงินกู้ให้ได้ เพราะถือว่าบริษัทการบินไทยเป็นรัฐวิสาหกิจ
นายอารีพงศ์กล่าวด้วยว่า ขณะนี้แนวโน้มการท่องเที่ยวเริ่มดีขึ้นและราคาน้ำมันเริ่มลดลง ฉะนั้น ปัญหาที่เป็นผลกระทบต่อบริษัทน่าจะลดลง ส่วนศักยภาพของบริษัทนั้นฝ่ายจัดการจะต้องรวมตัวกันเป็นหนึ่งเดียวเพื่อร่วมกันแก้ปัญหาภายใน “ที่ผ่านมา รายได้ของบริษัทลดลง 20-30% แต่ไม่ถือว่าเป็นปัญหาใหญ่ของธุรกิจ แต่โครงสร้างการเงินปัจจุบันอาจไม่เหมาะสมกับโครงสร้างธุรกิจที่เปราะบาง ขณะที่มีการบริหารต้นทุนไม่ทันต่อเหตุการณ์ ทำให้เกิดปัญหา ซึ่งการประชุมผู้ถือหุ้นเดือน เม.ย.จะมีการปรับปรุงคณะกรรมการบริษัทเพื่อรองรับการแข่งขัน เพราะธุรกิจการบินไทยเป็นหนึ่งในจิ๊กซอว์ของแหล่งรายได้การท่องเที่ยว”.


ที่มา: http://www.thairath.co.th/news.php?section=economic&content=122726


คำถามท้ายบทความ

1.ปัจจุบันบริษัทมีหนี้สินต่อทุนเท่าไร
2.ปัจจัยใดที่ทำให้ปํญหาที่เป็นผลกระทบของบริษัทลดลง
3.รายได้ของบริษัทลดลงเท่าใด

วันอาทิตย์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2552

แนะรัฐสกัดเงินฝืดปี 52 ราคาสินค้าถูก ต้องเร่ง ปชช.ควักกระเป๋า

จัดทำโดย: น.ส.เกาวลิน ตรงเที่ยง
เลขทะเบียน 48210146

แนะจับตา ศก.ปี 52 เสี่ยงภาวะเงินฝืด ราคาสินค้ามีแนวโน้มลดลง อุปทานล้นตลาด แต่คนไม่อยากควักกระเป๋าซื้อสินค้า เพราะไม่มั่นใจในอนาคต “สภาพัฒน์” ตั้งป้อมหั่น “จีดีพี” ลงเหลือ 0% ก.พ.นี้ แนะดูแลงบอัดฉีดกำลังซื้อ 1.15 แสนล้านใกล้ชิด เพื่อให้เม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตรงเป้าหมาย

นายสมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการสถาบันเพื่อการวิจัยและพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวถึงกรณีที่หลายฝ่ายออกมาแสดงความเป็นห่วงเศรษฐกิจไทยปี 2552 อาจเผชิญปัญหาภาวะเงินฝืด โดยยอมรับว่า มีโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้ เพราะราคาสินค้าน่าจะลดลง ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาลจะออกมาป้องกัน และจัดการไม่ให้เกิดภาวะเงินฝืดอย่างไร

นายปรเมธี วิมลศิริ ที่ปรึกษาด้านนโยบายและแผนงานสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า ตลอดปี 2552 ไทยจะต้องเผชิญกับการหดตัวของกำลังซื้อทั่วโลก ทำให้การส่งออกลดลงมาก และอาจต้องประสบปัญหาเงินฝืด เพราะประชาชนใช้จ่ายน้อยลง

ดังนั้น ภาพรวมเศรษฐกิจโลกปีนี้จะโต 0-0.5% พร้อมระบุว่า สศช.จะมีการประกาศประมาณการณ์เศรษฐกิจอย่างเป็นทางการในเดือนกุมภาพันธ์ 2552 นี้ ซึ่งเสี่ยงจะลดลงจากเดิมที่คาดไว้ 1.5-2.5%

นายปรเมธี ยอมรับว่า โอกาสที่ประเทศไทยจะประสบปัญหาภาวะเงินฝืดจากการบริโภคที่ลดลงมีโอกาสเป็นไปได้สูง รวมทั้งประเทศที่มีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจติดลบ โดยมองว่ามาตรการที่จะนำมาดูแลเศรษฐกิจของประเทศ เพื่อรักษาอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศไว้ เป็นสิ่งจำเป็น เพื่อไม่ทำให้เกิดการว่างงานมากเกินไป เช่น การอัดฉีดงบประมาณการใช้จ่าย การลดอัตราดอกเบี้ย และการหาสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ

ทั้งนี้ ปัญหาเงินฝืด (Deflation) เนื่องจากมีอุปทานส่วนเกินจำนวนมากในระบบเศรษฐกิจ จึงเกิดการลดลงของราคาสินค้าอย่างยืดเยื้อจากการที่อุปสงค์ต่ำกว่าอุปทานอย่างต่อเนื่อง ซึ่งบทเรียนในอดีตรัฐบาลไม่ได้ใช้จ่ายเพิ่มขึ้น เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่กลับพยายามรักษาให้งบประมาณสมดุล ทำให้ในที่สุดเกิดการขาดความมั่นใจ และเกิดความตื่นตระหนกจนนำไปสู่วิกฤตที่รุนแรง

นักวิชาการบางท่าน ระบุว่า สภาวะเงินฝืด หมายถึงสถานการที่เงินไม่ค่อยขยับ หรืออีกนัยหนึ่งก็ประชาชนไม่ค่อยอยากจะควักเงินในกระเป๋าออกมาจับจ่ายใช้สอย ส่งผลให้ระดับราคาสินค้าปรับลดลง ภาคการผลิตและบริการลดการผลิต ตามมาด้วยเกิดภาวะเลิกจ้าง

หากมองในเชิงทฤษฎี การที่จะบอกว่า เศรษฐกิจอยู่ในภาวะเงินฝืดหรือไม่นั้น ต้องดูจาก GDP ที่ขยายตัวต่ำกว่าการขยายตัวของดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ไม่ได้ดูจาก CPI อย่างเดียว หากมองย้อนกลับไปในอดีตประมาณ 30 ปี ประมาณปี 2522 ช่วงนั้นระดับราคาน้ำมันขยับขึ้นอย่างรวดเร็วจาก 17.9 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในปี 2522 เพิ่มเป็น 31 ดอลาร์ต่อบาเรล ในปี 2523 และพุ่งไปถึง 36 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล ในปี 2524 ตามลำดับ ในขณะที่อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) และดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ที่มีราคาสินค้าอยู่ในระดับที่สูง

ขณะที่สถานการณ์ปัจจุบัน อาจเป็นการเข้าสู่ภาวะเงินฝืดแบบที่ราคาสินค้าอยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากการปรับตัวของราคาน้ำมันลดลง หากเปรียบเทียบในช่วงเวลาดังกล่าวกับสถานการณ์ปัจจุบัน จะเห็นได้ว่าสถานการณ์ของเงินฝืดที่เกิดขึ้นเนื่องจากการปรับตัวของราคาน้ำมัน แต่แตกต่างกันตรงที่ปี 2522 ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วกว่าการขยายตัวของเศรษฐกิจ

โดยในปี 2552 นี้ ราคาน้ำมันเฉลี่ยน่าจะลดลงจากปี 2551 ที่เป็นปีที่ราคาน้ำมันมีความผันผวนมากที่สุดปีหนึ่ง ทำให้ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ในปี 2552 นี้อาจจะติดลบได้ ซึ่งอาจเรียกว่าเงินฝืดทางเทคนิค ซึ่งเกิดขึ้นได้ เนื่องจากราคาสินค้ามีการปรับลงเยอะ เมื่อเทียบกับปีก่อน อย่างไรก็ตาม การคาดการณ์อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ปี 2552 นี้น่าจะอยู่ที่ประมาณ 0.5-2.0% เท่านั้น

ดังนั้น ภาครัฐจำเป็นต้องมีมาตรการต่างๆ ออกมาเพื่อให้ตัวเลขอื่นๆ ที่มีผลต่อ GDP ขยายตัวให้มากที่สุด เพื่อทดแทนส่วนที่หายไปของภาคการส่งออก ได้แก่ การบริโภคภาคเอกชน และการลงทุนภาครัฐ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม การจะวัดว่าประเทศไทยกำลังจะเผชิญกับภาวะเงินฝืดหรือไม่นั้น นักเศรษฐศาสตร์บางรายไม่ได้มองแค่เงินเฟ้อสูงกว่า GDP เท่านั้น บางรายให้ดูตัวเลขอัตราการว่างงานประกอบด้วย แต่บางครั้งอาจพบว่าจะมีปรากฏการณ์แจ้งล่วงหน้าที่จะเกิดเหตุการณ์ก่อนภาวะ เงินฝืด ได้แก่ ปรากฏการณ์ที่เราเรียกว่า Stagflation (เงินเฟ้อ+ลงทุนลด) ซึ่งเมื่อต้นปี 2551 ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีการเผชิญภาวะใกล้เคียงกับปรากฏการณ์

ที่มา:http://www.manager.co.th/Business/ViewNews.aspx?NewsID=9520000005070

คำถามท้ายเรื่อง
  1. แนวโน้มเศรษฐกิจของไทยปี 2552 จะเป็นอย่างไร เพราะสาเหตุใด
  2. สภาวะเงินฝืด คืออะไร
  3. การจะวัดว่าประเทศไทยกำลังจะเผชิญกับภาวะเงินฝืด สามารถวัดได้จากอะไรบ้าง

วันอังคารที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2551

“มธ.-นิด้า” แนะสเปกทีม ศก.เน้นมืออาชีพ-รุ่นใหม่หัวก้าวหน้า


จัดทำโดย: นางสาว พรรัตน์ ผ่องเคหา
เลขทะเบียน 48210154

นักวิชาการ มธ.แนะรัฐบาลใหม่ ดึงผู้เชี่ยวชาญภายนอกที่รู้กลไกทางธุรกิจ เข้ามาช่วยงานด้านเศรษฐกิจ “นิด้า” แนะใช้คนรุ่นใหม่ที่มีความคิดแบบก้าวหน้ามาช่วยบริหาร เพราะหากเป็นกลุ่มคนหน้าเดิมที่เคยเห็นฝีมือกันแล้วปัญหาก็คงมีอยู่ และไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ พร้อมเสนอลด “แวต” ลงเหลือ 3% นาน 1 ปี เพื่อเพิ่มกำลังซื้อ ดีกว่าการลดหย่อนภาษี

วันนี้ (15 ธันวาคม 2551) นายพิภพ อุดร นักวิชาการประจำคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวถึงการจัดตั้งทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่ โดยระบุว่า พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นแกนนำและพรรคร่วมอาจยังไม่เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจพอ คงต้องดึงผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้ความสามารถจากภายนอกเข้ามาช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจ เพื่อให้มีผู้ที่เข้าใจในกลไกทางธุรกิจเข้ามาช่วยบริหาร

นายพิภพ กล่าวว่า สำหรับทีมที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจจะต้องสร้างความเชื่อมั่น เพราะปัญหามีความรุนแรง โดยได้รับผลกระทบจากภายนอก ทั้งปัญหาด้านการท่องเที่ยว และการส่งออก ซึ่งเป็นรายได้หลักของประเทศ ซึ่งได้รับผลกระทบอย่างมาก โดยผู้ที่จะเข้ามาช่วยงานต้องเป็นผู้มีความรู้ด้านเศรษฐกิจมหภาค การมีความรู้ด้านการตลาดเพื่อช่วยส่งเสริมด้านการท่องเที่ยว การสร้างภาพลักษณ์ให้นักท่องเที่ยวกับเข้ามา และการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการหันมาสร้างแบรนด์เนมสินค้าของตัวเอง แทนการรับจ้างผลิต การเพิ่มดีไซน์สินค้าให้มีมูลค่าเพิ่มแทนการขายสินค้าในราคาถูก การถือโอกาสปรับตัวในช่วงนี้จะทำให้ผู้ประกอบการมีความเข้มแข็งได้

นายวิพุธ อ่องสกุล นักวิชาการประจำคณะบริหาร สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) กล่าวว่า ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลควรนำคนรุ่นใหม่ที่มีความคิดแบบก้าวหน้ามาช่วยบริหาร เพราะจะมีแนวคิดเชิงก้าวหน้า เช่น ปัญหาเงินกู้ของรัฐบาลอาจเต็มเพดานก็อาจมีแนวคิดใหม่ ๆ มาปรับใช้ เพราะเศรษฐกิจเช่นนี้ อย่างไรก็ตาม ต้องใช้เงินงบประมาณของรัฐเข้าไปช่วยเหลือเพิ่มเติม เพราะหากเป็นกลุ่มคนหน้าเดิมที่เคยเห็นฝีมือกันแล้วปัญหาก็คงมีอยู่ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ ซึ่งการกู้เงินเพื่อนำมาก่อสร้างระบบสาธารณูปโภคจะสร้างประโยชน์ในระยะยาวกว่าการช่วยเหลือระยะสั้น เนื่องจากจะก่อให้เกิดการจ้างงานสร้างรายได้เข้าสู่ระบบมากขึ้น

นอกจากนี้ นายวิพุธ ยังเสนอให้รัฐบาลปรับลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มจากร้อยละ 7 เหลือร้อยละ 3 เป็นระยะเวลา 1 ปี เพื่อให้ประชาชนมีกำลังซื้อและเกิดการใช้จ่ายมากขึ้น เนื่องจากภาษีมูลค่าเพิ่มปรับขึ้น หรือลดลงจะมีผลต่อการใช้จ่าย ซึ่งจะมีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้อีกทางหนึ่ง ขณะที่เห็นว่าการลดหย่อนภาษีประเภทอื่น เช่น การลดหย่อนให้ผู้มีเงินออมประเภทต่างๆ คนเหล่านี้ก็จะเก็บเงินไว้เหมือนเดิมโดยไม่นำเงินออกมาใช้จ่าย ส่วนการลดภาษีมูลค่าเพิ่มจะตรงกลุ่มมากกว่า นอกจากนี้ รัฐบาลอาจตั้งกองทุนประกันความเสี่ยงด้วยความร่วมมือกับหน่วยงานอื่น เพื่อช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับสถาบันการเงินให้ปล่อยสินเชื่อออกสู่ระบบมากขึ้น
ที่มา:http://www.manager.co.th/Business/ViewNews.aspx?NewsID=9510000147334

คำถามท้ายบท
1. ทีมที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่ต้องมีบทบาทอย่างไร
2. นายวิพุธ เสนอแนะรัฐบาลควรทำอย่างไร เพื่ออะไร
3. รัฐบาลชุดใหม่ต้องเผชิญปัญหาใดบ้าง

วันจันทร์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2551

คลังสั่งเชือดกองทุนฟื้นฟูฯ มั่วนิ่มเพิ่มทุนไทยธนาคาร

จัดทำโดย นางสาวรัญชนก วิสุทธิกุลพันธ์
เลขทะเบียน 48210149

คลังสั่งเชือดกองทุนฟื้นฟูฯ มั่วนิ่มเพิ่มทุนไทยธนาคาร

เอาแน่ “สุชาติ” ทิ้งทวนสั่งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีไทยธนาคารดำเนินการต่อ หลังคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูบกพร่อง เอื้อประโยชน์ผู้ถือหุ้นโดยเฉพาะเอกชนที่ไม่ได้เพิ่มทุนด้วย ถือว่าประมาทเลินเล่อ นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช รักษาการ รมว.คลัง เปิดเผยว่า ได้ลงนามในคำสั่งให้คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีการเพิ่มทุนของธนาคารไทยธนาคาร ให้ตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติม หลังจากที่คณะกรรมการได้ส่งผลสรุปเบื้องต้นมาให้พิจารณาเมื่อปลายเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา พบว่า มีมูลความผิด โดยเป็นความบกพร่องของคณะกรรมการกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ขณะเดียวกัน คณะกรรมการยังไม่ได้ตรวจสอบผู้ที่เกี่ยวข้องอีกหลายคน เพื่อความเป็นธรรม จึงอนุมัติให้คณะกรรมการชุดเดิมสานต่อให้แล้วเสร็จ พร้อมทั้งได้ลงนามขยายเพดานการถือหุ้นของต่างชาติเกิน 49% แล้ว หลังจากที่ธนาคารซีไอเอ็มบี ของมาเลเซีย ได้ซื้อหุ้นไทยธนาคารจากกองทุนฟื้นฟูฯ สัดส่วน 42.13% ทั้งนี้ ประเด็นการเพิ่มทุนครั้งที่ผ่านมานั้น มีรัฐบาลและนักลงทุนต่างชาติในสัดส่วนฝ่ายละกว่า 40% นั้น ซึ่งมีผู้มองว่าเป็นการสร้างประโยชน์ให้กลุ่มผู้ที่ไม่ได้เพิ่มทุนด้วย โดยกรณีการเพิ่มทุนของกองทุนฟื้นฟูฯนั้น ถูกกล่าวว่า กองทุนฟื้นฟูฯ เข้าไปเพิ่มทุนโดยประมาท เลินเล่อ ดังนั้นจึงต้องตรวจสอบข้อเท็จจริง ส่วนการแต่งตั้งประธานคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) นั้น คาดว่า ในวันที่ 19 ธ.ค.นี้ คณะกรรมการสรรหาประธานคณะกรรมการ ธปท.จะเรียกประชุมเพื่อเลือกประธานคณะกรรมการ ธปท.ได้แน่นอน รายงานข่าวระบุว่า คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงฯ ได้ตั้งขึ้นมาในสมัยของ นายสุรพงษ์ สืบวงศ์ลี อดีตรองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง โดยมี นายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เป็นประธาน และมีผลสรุปว่า คณะกรรมการกองกองทุนฟื้นฟูฯ มีความบกพร่องในการเพิ่มทุนธนาคารไทยธนาคาร โดยไม่ลดทุนก่อน ทำให้กองทุนฟื้นฟูฯ ต้องเข้าไปร่วมรับผิดชอบขาดทุนสะสมที่เกิดขึ้นก่อนหน้า 2,200 ล้านบาท ขณะที่ผู้ที่ได้ประโยชน์ คือ ผู้ถือหุ้นเดิม ซึ่งขณะนั้นภาคเอกชนทั่วไปถือหุ้น 34% กลุ่มนิวบริดจ์ 33% และกองทุนฟื้นฟูฯ 33% โดยภาคเอกชนที่เคยถือหุ้นในไทยธนาคาร ได้แก่ กลุ่มบริษัท คอมลิ้งก์ ต่อมาได้มีการทยอยขายหุ้นออกไป ทั้งนี้ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตผู้ว่าการ ธปท.และ อดีต รมว.คลัง เคยเป็นผู้ถือหุ้นกลุ่มบริษัท คอมลิ้งก์
ที่มา http://www.manager.co.th/StockMarket/ViewNews.aspx?NewsID=9510000147085

คำถาม
1.นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช รักษาการ รมว.คลัง เปิดเผยว่า ได้ลงนามในคำสั่งให้คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีใด
2.คณะกรรมการสรรหาประธานคณะกรรมการ ธปท.จะเรียกประชุมเพื่ออะไร
3.คณะกรรมการกองกองทุนฟื้นฟูฯ มีความบกพร่องในการเพิ่มทุนธนาคารไทยธนาคาร โดยไม่ลดทุนก่อน ทำให้กองทุนฟื้นฟูฯ ต้อง
ทำอย่างไร

วันเสาร์ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2551

แบงก์ชาติยันบาทอ่อนตามภูมิภาค โยนการเมืองฉุดไม่เกี่ยวลดดอกเบี้ย

จัดทำโดย นาย อภินันท์ อยู่เย็น
48210144

แบงก์ชาติยันบาทอ่อนตามภูมิภาค โยนการเมืองฉุดไม่เกี่ยวลดดอกเบี้ย
ธปท.เผยเงินบาทอ่อนค่าตามทิศทางเงินทุนไหลออก ระบุไม่น่าห่วงยังเป็น โต้ไม่เกี่ยวนักลงทุนลงทุนต่างชาติกังวลที่กนง.ลดถึง 1% ดอกเบี้ยนโยบายเพราะรัฐบาลไทยห่วงเศรษฐกิจไทยจะย้ำแย่ ขณะที่นักบริหารเงินธนาคารพาณิชย์สั่งจับตาปัญหาการเมืองไทยหวั่นเกิดความรุนแรงส่งผลให้บาทอ่อนค่าทะลุ 36 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ นางผ่องเพ็ญ เรืองวีรยุทธ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายตลาดการเงินและบริหารเงินสำรอง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า การเคลื่อนไหวเงินบาทที่ค่อนข้างจะอ่อนค่าเมื่อวานนี้(4 ธ.ค.) เป็นไปตามทิศทางเงินทุนไหลออกจากตลาดการเงินตามปกติเท่านั้น ซึ่งก็ไม่ได้น่าเป็นห่วงแต่อย่างใด และเชื่อว่าไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับการนักลงทุนต่างชาติมองว่าเศรษฐกิจไทยจะย้ำแย่จนทำให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.)ต้องตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ยตลาดซื้อคืนพันธบัตรระยะ 1 วัน(อัตราดอกเบี้ยนโยบาย)ลง 1% จากระดับ 3.75% มาอยู่ที่ระดับ 2.75% เมื่อวันที่ 3 ธ.ค.ที่ผ่านมา โดยก่อนหน้านี้ น.ส.ดวงมณี วงศ์ประทีป ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธปท. กล่าวว่า การปรับลดอัตราดอกเบี้ยแรงๆ ถึง 1% กนง.ได้มีการประเมินแล้วว่าจะไม่กระทบต่อภาคการเงินทั้งเงินทุนเคลื่อนย้ายจากการที่เงินทุนไหลออกจากประเทศ รวมถึงส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างของไทยกับต่างประเทศ ซึ่งธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด)จะมีการประชุมในช่วงกลางเดือนธ.ค.นี้และหลายฝ่ายมองว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งอาจทำให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยห่างออกไปอีก ด้านนักบริหารเงิน ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กล่าวว่า การเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทเมื่อวานนี้เปิดตลาดที่ระดับ 35.56-35.59 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ โดยในระหว่างวันค่าเงินบาทแข็งค่าสุดที่ระดับ 35.57 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ และเงินบาทค่อยๆ ปรับอ่อนค่าเรื่อยๆ ซึ่งอ่อนค่าสุดที่ระดับ 35.77 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ และท้ายสุดปิดตลาดที่ระดับ 35.73-35.75 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ หลังจากที่ภาพรวมเศรษฐกิจไทยได้ซึมซับข่าวดีที่กนง.ได้มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายถึง 1% เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงระยะเวลาสั้นๆ แล้ว แต่โดยรวมเศรษฐกิจไทยยังไม่สดใสนัก เนื่องจากตลาดยังไม่มั่นใจกับสถานการณ์การเมืองไทยไม่ว่าจะเป็นบุคคลที่จะมารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาได้ หากต่างฝ่ายต่างมีเงื่อนไขทางการเมือง "ต้องจับตาค่าเงินบาทว่าจะได้รับผลจากสถานการณ์การเมืองอย่างไรบ้างไม่ว่าจะเป็นช่วงหลังจากวันที่ 5 ธ.ค.นี้ไปแล้ว เพราะอาจจะมีการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ(นปช.) ในวันที่ 7 ธ.ค.นี้ และจะมีการเลือกนายกฯ วันที่ 8 ธ.ค. ซึ่งหากเกิดเหตุการณ์รุนแรงก็มีโอกาสให้เงินบาทอ่อนค่าทะลุ 36 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐได้"นักบริหารเงิน ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กล่าว สำหรับค่าเงินบาทในช่วงสัปดาห์หน้าคาดว่า เคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 35.50-35.80 บาทต่อดอลลาร์ ในกรณีที่เหตุการณ์ปกติไม่เกิดเหตุการณ์ทางการเมืองที่ไม่รุนแรงนัก

ที่มา http://www.manager.co.th/StockMarket/ViewNews.aspx?NewsID=9510000143827
คำถาม
1.ธปท.เผยเงินบาทอ่อนค่าไม่เกี่ยวกับนักลงทุนต่างชาติเพราะอะไร
2. ด้านนักบริหารเงิน ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กล่าวว่า การเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทที่ผ่านมาเป็นอย่างไร
3.ทำไมเศรษฐกิจไทยยังดูไม่ค่อยสดใสเท่าที่ควร
เขียนโดย utccbx007g1

วันพุธที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

ธปท.ยันไม่โหมลดดอกเบี้ย หวั่นทำเศรษฐกิจทรุดเกินจริง

จัดทำโดย: น.ส. พรรณรุจี มณีเกิด
เลขทะเบียน 48210129

"ผู้ว่าธปท.ยันการประชุมกนง.ครั้งนี้แม้จะมีโอกาสที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย แต่ก็จะไม่ลงในระดับที่มากอย่างที่หลายฝ่ายคาดการณ์ หวั่นส่งผลข้างเคียงเศรษฐกิจคาดทรุดเกินจริง และพร้อมที่จะดูแลด้านสภาพคล่องให้เพียงพอ ส่วนแบงก์กสิกรฯยันปล่อยสินเชื่อตามปกติ แม้เศรษฐกิจจะชะลอตัว"

นางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวอภิปรายหัวข้อ นโยบายการบริหารจัดการเศรษฐกิจภาพรวมของไทย ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจถดถอยของโลก ว่า ธปท.ได้ดูแลนโยบายด้านการเงินด้วยความระมัดระวัง แม้การใช้นโยบายด้านการเงินในบางครั้งอาจส่งผลกระทบในทางตรงข้ามกับวัตถุประสงค์บ้าง แต่อย่างไรก็ตามประเทศไทยในปัจจุบันยังไม่เกิดปัญหาเศรษฐกิจที่รุนแรง หากธปท.ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงแรงอาจจะทำให้ประชาชนและนักวิเคราะห์เข้าใจว่าธปท.มีข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับปัญหาเศรษฐกิจและอาจจะทำให้เกิดการตกใจ ซึ่งมีผลต่อทางด้านจิตวิทยา

"ต่างประเทศใช้นโยบายลดดอกเบี้ยรุนแรงเพราะเขาพยายามให้มีผลในการฟื้นเศรษฐกิจจริงและเป็นการให้สัญญาณว่า ธนาคารกลางพร้อมเข้ามาดูแลปัญหาเศรษฐกิจ แต่ของเราอยู่ปลายแถวจะใช้นโยบายลดอกเบี้ยแรงๆ ก็ต้องระวังเพราะมีผลเสียทางจิตวิทยา แทนที่จะสร้างความมั่นใจกลับตรงข้ามเพราะนักวิเคราะห์เห็นตัวเลขอาจไปคาดว่าธปท.มีข้อมูลเชิงลึกก็ต้องระวัง" นางธาริษา กล่าว

นอกจากนี้ การใช้นโยบายการเงินก็มีผลน้อยกว่ามาตรการด้านการคลังอยู่แล้ว กว่าดอกเบี้ยนโยบายจะมีผลต่อภาคเศรษฐกิจจริงต้องใช้เวลาอย่างน้อย 8 ไตรมาส ซึ่งปัจจุบันมองว่าอยากจะเห็นการกระตุ้นการใช้จ่ายที่มากขึ้นมากกว่าการที่ลดอัตราดอกเบี้ยแล้วจะมีผลเพียงแค่ช่วยเหลือผู้ที่มีหนี้สินเท่านั้น

นางธาริษา กล่าวว่า ธปท.เชื่อว่าปัญหาเศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวได้ใช่วงกลางปี 2552 เนื่องจากขณะนี้สถาบันการเงินของประเทศต่างๆ ที่ประสบปัญหาได้รับการแก้ไขจากภาครัฐ ซึ่งหากภาคสถาบันการเงินเข้าสู่ภาวะปกติก็จะทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น และรัฐบาลในประเทศต่างๆก็พร้อมในการดูแลเศรษฐกิจอยู่แล้ว

ส่วนสภาพคล่องในประเทศนั้น แม้ว่าล่าสุดสภาพคล่องจะเริ่มตึงตัวขึ้นมาเล็กน้อย เพราะสัดส่วนสินเชื่อเริ่มดีขึ้นมาตั้งแต่ไตรมาสที่ 2 ตามลำดับ ในขณะที่เงินฝากโตน้อยกว่าสินเชื่อ แต่สภาพคล่องก็ไม่ถือว่าเป็นข้อน่ากังวล เนื่องจากปัจจุบันพบว่าธปท.ยังได้รับสภาพคล่องจากธนาคารพาณิชย์กลับคืนวันละ 4-5 แสนล้านบาท ใกล้เคียงกับจำนวนที่ธปท.ปล่อยออกมาในตลาดในแต่ละวัน ซึ่งก็แสดงว่ายังไม่มีปัญหา

อย่างไรก็ตามในส่วนของดำเนินนโยบายการเงิน ธปท.ไม่ได้ดูเฉพาะเงินเฟ้ออย่างเดียว แต่ได้ดูการเติบโตของเศรษฐกิจประกอบด้วย ซึ่งถ้าหากพบว่าความเสี่ยงของสิ่งไหนมากกว่ากันก็จะดูแลสิ่งนั้นเป็นพิเศษ โดยธปท.ก็เตรียมระวังไม่ให้เกิดฟองสบู่ใน 7 ภาค คือทั้งภาคต่างประเทศซึ่งดูแลไม่ให้มีหนี้มาก 2. ภาคธุรกิจที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน 3. ภาครัฐ 4. ภาคครัวเรือน 5. ภาคตลาดการเงิน 6. ภาคอสังหาริมทรัพย์ และ 7. ภาคสถาบันการเงิน ซึ่งธปท.เห็นว่าเป็นหน้าที่ของธปท.ที่ต้องดูแลไม่ให้เกิดภาวะฟองสบู่

นอกจากนี้ มองว่าปัญหาเศรษฐกิจโลกในขณะนี้กระทบต่อประเทศไทยไม่มากนัก ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบโดยตรง ผลกระทบข้างเคียง และผลกระทบทางอ้อม เพราะ พื้นฐานเศรษฐกิจไทยยังถือว่ารองรับได้ โดยในส่วนของผลกระทบโดยตรงนั้นมองว่าไม่มีปัญหา เนื่องจากธนาคารพาณิชย์ของไทยมีเงินลงทุนที่ไปลงทุนในสินทรัพย์ต่างประเทศที่แสดงอยู่มีค่อนข้างน้อยเพียง 0.3% ของสินทรัพย์รวม ซึ่งก็ได้ขายออกไปหมดแล้ว อีกทั้งสัดส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงของธนาคารพาณิชย์ไทยก็อยู่ในอัตราที่สูงถึง 15.7% ถือว่าอยู่ในระดับที่แข็งแกร่ง รวมถึงสัดส่วน NPL ล่าสุดไตรมาส 3 อยู่ต่ำเพียง 3.3% อีกทั้งประเทศไทยไม่ได้พึ่งเงินต่างประเทศจึงไม่เกิดปัญหาเงินฝืด

นายบัณฑิต นิจถาวร รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) กล่าวว่า ในการประชุมนโยบายการเงิน(กนง.)ในวันที่ 3 ธันวาคมที่จะถึงนี้ จะให้ความสำคัญด้านเศรษฐกิจภายในประเทศและต่างประเทศมากกว่าปัจจัยด้านการเมือง ซึ่งในช่วง 4-5 สัปดาห์ที่ผ่านมาตัวเลขเศรษฐกิจที่ออกมามีการเปลี่ยนแปลงไปมาก ทั้งการเคลื่อนย้ายเงินทุน การส่งออก มีการชะลอตัวอย่างชัดเจน ราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลง ทำให้ต้องมีการประเมินความเสี่ยงการขยายตัวทางเศรษฐกิจในไตรมาส 4 และปีหน้าใหม่ ขณะที่ภาคต่างประเทศ การเติบโตทางเศรษฐกิจโลกก็เริ่มชะลอตัวเช่นกัน และจะผลกระทบต่อเอเชีย ในด้านการสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศ

"ขณะนี้ในหลายประเทศมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง เพราะปัญหาด้านเงินเฟ้อบรรเทาเบาบางลง ไม่มีปัญหาเหมือนในช่วง 6 เดือนแรกของปีที่เร่งตัวมาก ทำให้ความเสี่ยงด้านการขยายตัวทางเศรษฐกิจมีมากเงินเฟ้อ จึงมีพื้นที่ให้นโยบายการเงินสามารถใช้ได้ แต่ในการใช้ก็มีข้อจำกัดในระยะยาว ทำให้ปรับลดดอกเบี้ยลงไม่ได้มาก ต้องดูความเหมาะสมของภาวเศรษฐกิจในขณะนั้น และมีการผสมผสานนโยบายอื่นๆร่วมด้วย เนื่องจากดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำมากจะมีความเสี่ยงในเรื่องการออม"

นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK เปิดเผยว่า แนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายต้องรอดูปัจจัยแวดล้อมในอนาคต แต่หากพิจารณาจากตัวเลขเงินเฟ้อที่เริ่มลดลงต่อเนื่อง จึงมีความเป็นไปได้ที่ ธปท.จะผ่อนคลายนโยบายการเงินลงได้ ขณะที่แนวโน้มดอกเบี้ยตลาดเงินระยะสั้นมีโอกาสปรับตัวลดลง แต่ถ้าหากเป็นประเภทที่มีเครดิตเข้ามาเกี่ยวข้องก็ต้องติดตามปัจจัยเสี่ยงอื่นร่วมด้วย เนื่องจากมีความเสี่ยงที่เครดิตจะสูงขึ้น

"เริ่มเห็นสัญญาณที่บ่งชี้ว่าสภาพคล่องในระบบเริ่มตึงตัว เนื่องจากผู้กู้ยืมเงินในธุรกิจต่างๆที่เคยกู้ยืมเงินจากต่างประเทศหันมากู้ในประเทศเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งก็จะส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลน้อยลง ส่วนปัญหาที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดคือ ตลาดเครดิต แม้จะมีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบมากแต่ถ้าหากไม่ปล่อยเครดิตก็คงประสบปัญหาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้"

อย่างไรก็ตามธนาคารจะยังคงมีการปล่อยสินเชื่อตามปกติ แม้ว่าภาวะเศรษฐกิจจะชะลอตัว เนื่องจากรายได้ของธนาคารพาณิชย์กว่า 70% มาจากการปล่อยสินเชื่อ ดังนั้นธนาคารจึงมีความจำเป็นที่ต้องรักษารายได้ อีกทั้งธนาคารเองมีแผนที่จะต้องขยายธุรกิจและหวังที่จะเติบโต ถึงแม้ว่าในปีหน้าจะต้องระมัดระวังความเสี่ยงทั้งทางด้านเครดิตของธุรกิจ รวมถึงความผันผวนของราคาในตลาดการเงิน เช่น ทิศทางอัตราดอกเบี้ยและอัตราแลกเปลี่ยน เป็นต้น
ที่มา http://www.manager.co.th/StockMarket/ViewNews.aspx?NewsID=9510000139665

คำถามท้ายบทความ
1. ธปท.เชื่อว่าปัญหาเศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวได้ใช่วงใด เพราะเหตุใด
2. ปัญหาฟองสบู่ใน 7 ภาค อะไรบ้าง
3. เหตุผลใดที่บ่งชี้ว่าสภาพคล่องในระบบเริ่มตึงตัว ส่งผลอย่างไร